หากนับเหตุรุนแรงช่วงชุมนุมทางการเมือง เน้นไปที่เหตุระเบิด เทียบกันระหว่างปี 53 กับปีปัจจุบัน
ต้องยอมรับว่าตัวเลขของเหตุการณ์ยังต่างกันมากทีเดียว คือปี 53 ยังมีสถิติเหตุการณ์สูงกว่าเยอะ โดยเฉพาะการยิงด้วยเครื่องยิงลูกระเบิดแบบ "เอ็ม 79"
O คุยกับผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ประสงค์จะออกนาม ได้ข้อมูลว่าปี 53 มียิงเอ็ม 79 ร่วมร้อยครั้ง ขณะที่ในห้วงการชุมนุม กปปส.ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงต้นปีนี้ ทีมงานของ พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นชุดปฏิบัติการพิเศษคลี่คลายคดีเอ็ม 79 สรุปตัวเลขเอาไว้ที่ราวๆ 12-13 คดี บางคดีมียิงมากกว่า 1 ลูก เช่น ครั้งที่ยิงถล่มบ้าน "ลุงกำนัน" ย่านพุทธมณฑล
O ข้อมูลจากการสืบสวนโดยทีมของ พล.ต.ท.วินัย ยืนยัน "คนถืออาวุธ" มีอยู่ด้วยกันทั้งสองฝ่าย (หนุนและต้านรัฐบาล) มีทั้งที่มีซุ้ม มีค่าย และพวกฮาร์ดคอร์ประเภท "ข้ามาคนเดียว" พวกหลังนี้ทำตามอารมณ์ ระวังป้องกันยาก แถมหลังก่อเหตุก็ตามจับยาก ส่วนพวกมีซุ้ม มีค่าย แม้จะจับไม่ง่าย แต่ก็ยังพอคุยกันได้ หรือไม่ก็ใช้มาตรการเชิงกดดัน
O ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ประสงค์ออกนาม ระบุเพิ่มเติมว่า มือยิงเอ็ม 79 ชุดที่ปฏิบัติการอยู่ในขณะนี้ เป็นคนละชุดกับเมื่อปี 53 เพราะฝีมือการยิงต่างกัน แถมข่าวบางกระแสว่ามือยิงปี 53 บางรายไปเข้าเฝ้ายมบาล หรือไม่ก็ขึ้นสวรรค์กันไปแล้ว ชุดที่ป่วนอยู่ในปัจจุบันจึงเป็นชุดที่ฝึกใหม่ ฝีมือยังไม่ไฉไลเท่าชุดเดิม
O ผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ประสงค์ออกนาม บอกอีกว่า เหตุรุนแรงหลายเหตุป้องกันได้ แต่มีความจงใจไม่ป้องกัน เหมือนเปิดทางให้ใช้ความรุนแรงเข้าใส่กันระหว่างคู่ขัดแย้ง สถานการณ์จึงไม่คลายความรุนแรงลงเสียที
O แต่สิ่งที่ประชาชนอย่างเราๆ ทันๆ สมควรรู้ คือ คู่ขัดแย้งทั้งคู่ไม่มีใครเป็น "ฝ่ายดี" เพียงแต่ดัชนีชี้วัดใครเลวน้อยกว่ากัน ต้องวัดกันเป็นเหตุการณ์ อย่างเรื่องปฏิบัติการความรุนแรง เหตุระเบิดแรงๆ บางเหตุ เช่น ใกล้เวทีชุมนุมเมื่อไม่กี่วันก่อน สอบไปคุ้ยมาสรุปได้ว่าเป็นคนของฝ่ายผู้ชุมนุมนั่นแหละ ไม่ทำระเบิดหล่นก็กำลังประกอบกันอยู่ หลักฐานที่รู้ๆ ก็คือนิ้วมือของคนกันเองขาดไปหลายนิ้วจากแรงระเบิด
O ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดในห้วงเวลาใกล้ๆ กัน คือ กรณีจับ "คนมีสี" ขนอาวุธ ข่าวล่าที่ส่งมาเป็นชุดๆ คือ เป็นเรื่อง "จัดฉาก" คนมีสีที่ว่านั้นเผอิญมีคนรู้จักและจำหน้าได้ว่าเป็นคนเดินตาม "เสธ.คนดัง" แห่งเมืองลิง ส่วนปืนเอ็ม 16 และกระสุนไม่ได้เอามาใช้ยิง แต่มีการสั่งซื้อแบบใต้ดินจากภาคใต้บ้านเรา เสร็จแล้วก็ทำทีใช้ให้ "คนมีสี" สองคนนี้เอาของไปส่งแถวๆ ห้องเช่าใกล้เวทีชุมนุม ว่าแล้วก็จัดตำรวจไปซุ่ม แล้วก็จับคาด่าน จากนั้นก็เปิดปฏิบัติการข่าวสารดิสเครดิต "สีเขียว"
O ข้อมูลที่ฟังแล้วเสียว ก็คือ กลุ่มคนที่กุลีกุจอจัดฉาก ไม่ใช่กลุ่ม "กากๆ" แต่เป็นกลุ่มคนใกล้ชิดของลูกชายคนใหญ่คับประเทศที่ไม่เคยปฏิเสธว่ารับใช้ใคร
O ปิดท้ายกันด้วยร่างกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านของรัฐบาลที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตก งานนี้ไม่ใช่เรื่องตลก หรือศาลไม่อยากให้ประเทศพัฒนา เพราะการพัฒนามันทำได้ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ถ้าไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง นอกจากควรเปิดอ่านรัฐธรรมนูญแล้ว ลองไปหาหนังสือ "ธรรมศาสตร์วินัย" ของนักกฎหมายชื่อดัง อาจารย์ปรีชา สุวรรณทัต มานั่งอ่าน เพราะอาจารย์ได้รวบรวมคัมภีร์ศาสนาที่สำคัญของโลกอันว่าด้วยปรัชญาและฐิติในการรักษา "ปฏิรูปวินัยการเงินการคลัง" มาเขียนไว้อย่างละเอียด แถมด้วยเรื่องเล่าคุณธรรมของรัฐบาลท่านสัญญา ธรรมศักดิ์ ในอดีต อ่านแล้วจะได้แง่คิดว่าทำไมเมื่อก่อนพี่ไทยจึงเป็นชาติผู้นำของประเทศในแถบนี้ที่มหาอำนาจต้องเกรงใจ...ผิดกับปัจจุบันราวฟ้ากับเหว!






