ในสัปดาห์หน้า การประชุมคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด จะเริ่มต้นอีกครั้ง ในครั้งนี้ อาจจะแตกต่างจากครั้งที่ผ่านมา
ตรงที่ไฮไลต์จากที่เคยอยู่ตรง QE Tapering ทว่าในครั้งนี้ สิ่งที่ต้องจับตา จะมาอยู่ตรงสิ่งที่เป็นภาพใหญ่ 3 ประการ ดังนี้
ก่อนอื่นต้องบอกว่า โมเมนตัมของนโยบายการเงินสหรัฐในตอนนี้ เริ่มเทออกจาก QE Tapering ไปสู่นโยบายการเงินแบบ Forward Guidance หรือการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายโดยอาศัยกลไกการสื่อสารหนึ่งในสามประการ ดังนี้ คำพูดหรือข้อความเชิงคุณภาพที่อาศัยการตีความของตลาด (Coded Word) ว่าจะเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างไร สอง การกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนว่าจะเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเมื่อใด (Calendar-based) และ สาม การอ้างอิงจากตัวแปรเศรษฐกิจมหภาคอีกตัวหนึ่งว่าต้องมีค่ามากหรือน้อยกว่าระดับที่อ้างอิง (Threshold Level) จึงจะเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
โดยสรุปแล้ว คุณลักษณะเด่น 3 ประการ ของ Forward Guidance มีดังนี้
หนึ่ง มองว่ามีภาระผูกพัน (commitment) จากธนาคารกลาง ว่าจะทำตามที่สัญญาที่ให้ไว้กับตลาด
สอง ปฏิบัติการดังกล่าวได้รับการสื่อสารอย่างชัดเจน
สาม ในทางปฏิบัติ การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สามารถตีความในลักษณะที่ธนาคารกลางต้องการให้เป็น
หากย้อนดูในอดีตเมื่อพิจารณาว่าธนาคารกลางของประเทศยักษ์ใหญ่ในโลก ได้เคยใช้ Forward Guidance ในรูปแบบใดบ้าง จะพบว่า ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่นายอลัน กรีนสแปน เป็นประธานเฟดนั้น การใช้ Forward Guidance มักจะกระทำผ่านการใช้ Coded Word หรือการกล่าวคำปริศนา อาทิ Irrational Exuberance ให้ตลาดมาทำนายความในใจของประธานธนาคารกลาง ต่อมาในปี 2011 เฟดจึงหันมาใช้การชี้นำนโยบายการเงินแบบที่กำหนดเวลาไว้อย่างชัดเจน ท้ายสุดในเดือนธันวาคม 2012 จึงกลับมาใช้การชี้นำนโยบายแบบที่อ้างอิงอัตราการว่างงานมากกว่าร้อยละ 6.5 และอัตราเงินเฟ้อไม่เกินร้อยละ 2.5 ก็จะไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน หากมาดูกรณีของธนาคารกลางยุโรปหรืออีซีบี จะพบว่า ในเดือนกรกฎาคม 2013 อีซีบีได้ตัดสินใจที่กล่าวคำว่า "คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำในช่วงเวลาที่นานระดับหนึ่ง" เป็นครั้งแรก เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยของยูโรอยู่ในระดับไม่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับพื้นฐานของตนเอง
บทความนี้ จะขอประเมินว่าตัว Forward Guidance เสมือนดาบสองคม ยกตัวอย่างเช่น นโยบายดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อสาธารณชนมีความเชื่อถือว่าธนาคารจะทำตามสิ่งที่ได้สัญญาไว้ หากเป็นเช่นนี้แล้ว อัตราดอกเบี้ย ณ ระยะเวลาต่างๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตในตลาดจะเป็นไปตามที่ธนาคารกลางได้ทำการบอกกล่าวกับสาธารณชน ในทางกลับกัน หากยิ่งสาธารณชนเชื่อสิ่งที่ธนาคารกลางให้สัญญาไว้มากเท่าใด หากตัวธนาคารกลางผิดสัญญา ก็จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจมากขึ้นกว่าเดิมเป็นเงาตามตัว ทั้งนี้ นโยบาย Forward Guidance มีผลกระทบต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจอยู่ด้วยกัน 3 ประการ ได้แก่
หนึ่ง การประกาศ Forward Guidance จะทำให้การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในปริมาณที่มากที่สุดในวันถัดมาของการประกาศ ระดับผลกระทบดังกล่าวจะลดลงเป็นลำดับในเวลาต่อมา
สอง การประกาศ Forward Guidance จะทำให้ระดับการแกว่งตัวของอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารอายุ 3 เดือน หลังจากเวลาผ่านไป 1 ปี มีขนาดที่ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีที่มิได้ใช้ Forward Guidance อย่างไรก็ดี ผลของการลดดังกล่าวจะค่อยๆ จางลงเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ
สาม โดยทั่วไปแล้ว Forward Guidance ช่วยให้ลดอาการตกใจของตลาดจากข่าวตัวเลขเศรษฐกิจออกมาในระยะเวลาต่างๆ เนื่องจากธนาคารกลางมีหลักเกณฑ์ที่เป็นระบบในการสื่อสารว่าเมื่อไรจะเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อย่างไรก็ดี เมื่อเงื่อนไขของ Forward Guidance อาทิ อัตราการว่างงานที่เข้าใกล้ร้อยละ 6.5 จะส่งผลให้ตลาดเกิดอาการตกใจกับข่าวทางเศรษฐกิจมากขึ้นดังรูปที่ 2
ท้ายสุด สำหรับความเสี่ยงของการใช้ Forward Guidance มีดังนี้
ความเสี่ยงประการแรก หากธนาคารกลางไม่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ในการทำ Forward Guidance ก็อาจจะประเมินว่ามุมมองต่อภาพเศรษฐกิจของธนาคารกลางได้เปลี่ยนแปลง ก็จะเกิดการคาดการณ์และเก็งกำไรไปต่างๆ นานาในตลาดเงิน
ความเสี่ยงประการที่สอง การที่ตัว Forward Guidance มุ่งความสำคัญไปที่ดัชนีตัวใดตัวหนึ่งมากจนเกินไปจะทำให้ตลาดเกิดความอ่อนไหวได้ง่าย อาทิ ในเดือนมิถุนายน 2013 เมื่อเฟดส่งสัญญาณลด QE ก็จะพบว่าปฏิกิริยาของตลาดได้เกิดขึ้นอย่างรุนแรง จากการที่ตลาดจับตาไปที่ตัวแปรทางเศรษฐกิจเพียงตัวเดียว
สำหรับการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้า สิ่งที่ต้องจับตาคือนางเยลเลน จะมีความคิดเห็นต่อ Forward Guidance ของเฟดที่กล่าวไว้ว่า "จะเริ่มพิจารณาขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเมื่ออัตราว่างงานลดต่ำร้อยละ 6.5 และอัตราเงินเฟ้อเกินร้อยละ 2.5" ในรูปแบบใด เนื่องจากสิ่งนี้ จะทำให้สามารถประเมินต่อไปได้ว่านางเยลเลนจะดำเนินนโยบายการเงินในช่วงเวลาต่อไปในโหมดไหนได้ไม่ยากครับ
หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาค (Macro Investing) เล่มล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ






