ฝรั่งมีจำนวนมากจึงยากที่จะสรุปว่าพวกเขามองเมืองไทยอย่างไรโดยปราศจากการสำรวจอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ย้อนไปไม่นานนัก
อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยท่านหนึ่งได้สรุปไว้ว่า ในสายตาฝรั่ง เมืองไทยมี “ขี้” สี่อย่างด้วยกัน นั่นคือ ขี้โกง ขี้เกียจ ขี้โอ่ ขี้อิจฉา ข้อสรุปนั้นอาจเป็นการพูดเชิงกึ่งขำขัน แต่มันมีสาระน่าจะนำมาพิจารณาในบริบทของการปฏิรูปประเทศ
ประเด็นแรกคงเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วจากข้อมูลหลายอย่าง อาทิเช่น ภาคเอกชนบ่นกันขรมว่า ในสมัยนี้ผู้รับเหมาโครงการของรัฐบาลต้องจ่ายใต้โต๊ะเพิ่มขึ้นเป็นราวร้อยละ 30 ของราคาโครงการ กระบวนการเลือกตั้งเต็มไปด้วยการซื้อสิทธิ์ขายเสียงซึ่งส่งนักการเมืองฉ้อฉลเข้าไปทำงาน และกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นเป็นง่อยเพราะตำรวจเป็นองค์กรที่มีความฉ้อฉลสูงที่สุดในสายตาของประชาชน เป็นต้น
เนื่องจากเรื่องที่ กปปส. เสนอจะปฏิรูปครอบคลุมการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความฉ้อฉล กระบวนการเลือกตั้งและองค์กรตำรวจอยู่แล้ว ประเด็นนี้จึงน่าจะได้รับความใส่ใจอย่างดีเยี่ยม เราทราบกันดีแล้วว่า ระบบเศรษฐศาสตร์ตลาดเสรีที่เราใช้เน้นการลดต้นทุนและการสร้างแรงจูงใจ ฉะนั้น จึงใคร่ขอต่อยอดให้พิจารณาเรื่องการลงโทษผู้ทำความฉ้อฉลร้ายแรงซึ่งมีผู้เสนอมาก่อนแล้ว 3 ด้าน นั่นคือ การประหารชีวิต การมิให้คดีมีกำหนดหมดอายุความและการยึดทรัพย์ ทั้งหมดนี้จะเป็นแรงจูงใจให้เกิดความยั้งคิดที่จะทำความผิดร้ายแรง การลงโทษประหารจะเป็นการใช้ทุนเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับการจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกระยะยาว โทษประหารอาจมองได้ว่าเป็นการลงโทษที่ป่าเถื่อน แต่ถ้าเราจะแก้ปัญหาหนักหนาสาหัสที่สุดของประเทศไทยในขณะนี้ เราต้องมีความกล้าที่จะทำเช่นนั้น
ความขี้เกียจอาจมองได้จากมุมของคำสาปของทรัพยากรซึ่งมักเป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปแล้ว นั่นคือ การมีทรัพยากรบางอย่างมากมายอาจนำไปสู่การดำเนินนโยบายผิดพลาด คอลัมน์นี้เคยเอ่ยถึงเรื่องปัญหาซึ่งมากับการมีน้ำมันปิโตรเลียมปริมาณมหาศาลในหลายประเทศแล้วรวมทั้งอิหร่าน อิรัก แอลจีเรีย ลิเบีย ไนจีเรีย เอกวาดอร์และเวเนซุเอลา ไทยไม่มีน้ำมันมากนัก แต่มีสิ่งที่ประเทศมีน้ำมันในย่านทะเลทรายอยากได้สูงมาก นั่นคือ น้ำและภูมิอากาศที่เหมาะกับการปลูกพืชอาหารสารพัดชนิด ทรัพยากรเหล่านี้ทำให้มีข่าวเสมอว่าชาวต่างชาติจะเข้ามาเช่า ซื้อ หรือหาทางยึดครองที่ดินเกษตรของไทย
ทรัพยากรที่นำไปสู่ภาวะ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” เหล่านี้ทำให้คนไทยขี้เกียจอย่างไร? คำตอบคือ เรามิได้ตั้งใจจะเป็นคนขี้เกียจ แต่ย้อนไปในสมัยประชากรไทยยังมีน้อย ชาวไทยส่วนใหญ่ยึดการเกษตรเป็นอาชีพ ชาวไทยในสมัยนั้นทำนาทำไร่แบบพอเลี้ยงตัวได้โดยไม่สนใจสะสมทรัพย์จำนวนมากเช่นฝรั่ง ทั้งนี้เพราะปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน อาทิเช่น การทำนาทำไร่เป็นงานหนักมากเนื่องจากเราไม่มีเครื่องจักรทุ่นแรง ยิ่งกว่านั้น คนไทยไม่จำเป็นต้องสะสมทรัพย์สินไว้มากมายเนื่องจากในป่าและในทุ่งกว้างว่างเปล่า เราสามารถแสวงหาทั้งอาหารและเครื่องมือเครื่องใช้ได้ตลอดเวลา ค่าใช้จ่ายในการทำนาทำไร่และการดำเนินชีวิตประจำวันจึงต้องการทุนทรัพย์เพียงเล็กน้อย
ภาวะอันเอื้ออำนวยนั้นได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญเมื่อประชากรเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าพร้อมทั้งป่าและทุ่งกว้างว่างเปล่าได้หมดไป การทำนาทำไร่และการดำเนินชีวิตต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่ซื้อจากตลาด เมื่อมีถนนและไฟฟ้า ชาวนามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกสารพัด แต่รายได้จากการทำนาทำไร่มิได้เพิ่มขึ้นไปด้วย ส่งผลให้เกิดปัญหาหนี้สินและการสูญที่ทำกินมากขึ้นเรื่อยๆ ณ วันนี้ ชาวนาชาวไร่โดยทั่วไปน่าจะเข้าใจแล้วว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะดำเนินชีวิตอยู่ในภาคเกษตรกรรมได้อย่างดี แต่พวกเขายังมักขาดที่ดิน คอลัมน์นี้ได้เสนอแล้วว่า เราอาจแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการปฏิรูปที่ดินและส่วนประกอบอื่นๆ ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปได้ชี้แนวไว้แล้ว
ประเด็นที่สามความขี้โอ่ คงเป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดจากบ้านอันใหญ่โตและมากกว่าหนึ่งหลังต่อหนึ่งครอบครัว รถยนต์ราคาแพง และเสื้อผ้าพร้อมเครื่องประดับประดาราคาเทียมเมฆ ประเด็นนี้จะไม่มีปัญหาถ้าการพัฒนาประเทศไทยในกาลต่อไปจะยึดแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลัก คอลัมน์นี้ได้เสนอแนวนโยบายไว้หลายครั้งและหลายอย่างได้นำมารวมเป็นเล่มชื่อ “ทางข้ามเหว: แนวคิดสำหรับแก้วิกฤติไทย” ซึ่งอาจดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.org ในด้านการจำกัดการบริโภคที่เกินพอดี เราควรใช้ภาษีบริโภคเป็นหลัก นั่นคือ สิ่งไหนที่ใช้สนองความจำเป็นเบื้องต้นของชีวิต เราเก็บภาษีต่ำ หรือไม่เก็บเลย สิ่งไหนที่เป็นการบริโภคมากเกินนั้นไป เราเก็บภาษาในอัตราสูงและอาจเป็นแบบก้าวหน้าด้วย ส่วนรายละเอียดจะทำอย่างไร รัฐบาลต่อจะเป็นผู้ดำเนินการ
ความขี้อิจฉาเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับทุนทางสังคมที่จับต้องยากและเป็นอุปสรรคสูงต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน คอลัมน์นี้ได้พูดถึงทุนทางสังคมไว้ 3 ตอนระหว่างวันที่ 18 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์ 2551อิจฉากันอาจมองได้จากการทำงานร่วมกันไม่ค่อยได้ซึ่งสังคมไทยเรามีมานาน การสหกรณ์จึงไม่ค่อยก้าวหน้าและระบอบประชาธิปไตยจึงล้มลุกคลุกคลาน เราคุ้นเคยกับระบบอุปถัมภ์และการเดินตามผู้นำมากกว่า ฉะนั้น จึงมองได้ว่าในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านซึ่งเราจะวางรากฐานเพื่อการพัฒนาประเทศต่อไป เราต้องการผู้นำในแนวลี กวน ยิว มากกว่านักประชาธิปไตยแบบเดินตามตำรา เราจะหาได้จากที่ไหนเป็นปัจจัยที่จะต้องพิจารณากันอย่างเข้มข้นที่สุด






