ทุกวันนี้ นอกเหนือจากเรื่องของความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งมีผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว
อีกเรื่องที่กล่าวถึงควบคู่กันไปด้วยคือเรื่องการปฏิรูปประเทศ ซึ่งไม่ว่าจะปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือปฏิรูปหลังเลือกตั้ง ก็เป็นเรื่องปฏิรูปประเทศ จึงคิดว่า ถ้าเราจะปฏิรูปประเทศกัน เราควรปฏิรูปในเรื่องอะไร และทำไมจึงต้องปฏิรูปในเรื่องเหล่านั้น
ด้วยพื้นฐานที่มาจากนักวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ประกอบความรู้ที่มีติดตัวทางด้านกฎหมายมหาชนพอสมควร ได้พยายามมองภาพของประเทศในปัจจุบันและทิศทางที่เราจะเดินไปข้างหน้าด้วยกันว่าแนวทางใดที่จะทำให้เราลดช่องว่างของการเข้าถึงการเมือง เศรษฐกิจสังคมได้มากที่สุด นั่นคือจะทำอย่างไรให้คนไทยก้าวเดินไปข้างหน้าแบบแถวหน้ากระดานมากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ประเทศกำลังพัฒนาเช่นประเทศไทย ก็เหมือนกับประเทศกำลังพัฒนาอีกหลายๆ ประเทศที่ประสบปัญหาการพัฒนาบ้านเมืองทั้งในด้านการพัฒนาการทางการเมือง (Political Development) และการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Economic Development) ซึ่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจในภาพรวมจะรวมทั้งสังคมและการศึกษาไว้ด้วย ในทางวิชาการ มีการถกเถียงกันมานานว่าระหว่างการพัฒนาทางการเมืองกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ อย่างไหนควรจะทำก่อนกัน ฝ่ายที่เห็นว่าการพัฒนาทางการเมืองควรทำก่อน ด้วยเหตุผลว่าเมื่อประชาชนมีความเท่าเทียมกันในทางการเมืองแล้ว ประเทศชาติจะมีความมั่นคงและการเดินหน้าทางเศรษฐกิจจะทำได้ง่ายกว่าเพราะประเทศมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในทางตรงกันข้ามนักวิชาการอีกฝ่ายหนึ่งมองว่า การพัฒนาทางเศรษฐกิจต้องทำก่อน เพราะถ้าประชาชนยังอดอยากปากแห้งแล้วการคิดจะเข้าแก้ไขเรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่ไกลตัว ในขณะเดียวกันก็เกิดทางเลือกที่สามว่าทั้งการพัฒนาทางการเมืองและการพัฒนาทางเศรษฐกิจต้องกระทำพร้อมๆ กัน เพราะถ้าเดินเพียงขาข้างเดียว ไม่ก้าวเดินทั้งสองขา ก็คงจะเป็นลักษณะของการถูลู่ถูกัง ไม่สามารถก้าวข้ามเป็นประเทศพัฒนาแล้วกับเขาได้
หันมามองประเทศไทยที่รักยิ่งของเรา จะพบว่า เมื่อเปรียบเทียบพัฒนาการทางการเมืองกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจแล้ว เราค่อนข้างมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากกว่าความมั่นคงทางการเมือง การเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลากว่ายี่สิบปีที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่ชี้วัดความสำเร็จของการพัฒนาประเทศได้อย่างดี ในขณะเดียวกันพัฒนาการทางการเมืองเรากลับมีการพัฒนาที่ช้ามากหรืออาจจะเรียกว่าไม่พัฒนาเลยหรือแม้จะเรียกว่าถอยหลังเข้าคลองด้วยซ้ำ สถานการณ์บ้านเมืองเราจึงเข้าข่ายเป็ดง่อยที่เดินได้อย่างเอียงๆ มาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจเติบโตมาระดับหนึ่ง จากความสามารถของภาคเอกชน ก็จะเกิดสภาวะตีบตัน ในการแข่งขันกับต่างประเทศ จึงจำเป็นอยู่เองที่การปฏิรูปทางการเมืองกับการปฏิรูปทางเศรษฐกิจของบ้านเราจะต้องควบคู่กันไป เพื่อให้สถานการณ์บ้านเมืองมีความมั่นคง มีรัฐบาลที่นำพาภาคธุรกิจไปสู้กับประเทศอื่น เหมือนขาทั้งสองข้างที่มีความแข็งแรงเหมือนกัน ก็จะพาประเทศชาติไปสู่เป้าหมายได้เร็วขึ้น และอย่างมีประสิทธิภาพ
การปฏิรูปทางการเมือง จะต้องเริ่มมาจากการปรับเปลี่ยนระบบเลือกตั้งให้มีความโปร่งใส และให้ผู้เลือกตั้งใช้สิทธิอย่างที่ตั้งใจ นอกเหนือจากเรื่องซื้อสิทธิขายเสียงที่จะต้องขจัดให้หมดไปแล้ว จะต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ระบบประชาธิปไตยเกิดขึ้นในทุกขั้นตอน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะการไปคูหาเลือกตั้ง จะต้องทำให้ประชาชนภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันไม่ว่าจะมีสถานะทางเศรษฐกิจสังคมต่างกันอย่างไร รัฐจะเข้าช่วยเหลือประชาชนเท่าที่มีความจำเป็นที่จะช่วยพยุงให้ผู้ที่ด้อยโอกาสและเสียเปรียบในสังคมยืนอยู่บนขาของตัวเอง และผลักดันให้เขาเดินไปข้างหน้าแบบแถวหน้ากระดานเหมือนเช่นคนอื่นๆ ในสังคม รัฐไม่ควรสร้างความอ่อนแอให้กับประชาชนโดยหยิบยื่นทุกสิ่งทุกอย่างให้แต่ไม่ยอมให้เขาเป็นคนแข็งแรงมีกำลังที่จะทำอะไรได้ด้วยตัวเอง นโยบายภาครัฐจำนวนมากควรยกเลิกไม่ว่า รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี น้ำฟรี ไฟฟรี เรียนฟรี อะไรที่ฟรีๆ ทั้งหลายควรยกเลิกให้หมดเพราะเป็นการสร้างความอ่อนแอให้กับสังคม ทำให้ประชาชนง่อยเปลี้ยเสียขาอันเนื่องมาจากการที่ไม่ได้ใช้พลังของตนยกระดับตนเองให้เข้มแข็ง นโยบายประชานิยมจะต้องหยุด ประชาชนมีความเท่าเทียมกันในทุกพื้นฐาน คนทุกคนที่มีเงินได้จะต้องเสียภาษี ไม่เฉพาะผู้มีเงินได้ประจำที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่านั้น คนขายก๋วยเตี๋ยว ขายส้มตำไก่ย่าง ขายขนมครก ถ้ามีรายได้ถึงเกณฑ์จะต้องเสียภาษีก็ต้องเสีย และที่สำคัญทุกคนที่อายุครบบรรลุนิติภาวะแล้วต้องทำรายงานภาษีไม่ว่าจะมีรายได้หรือไม่ ฐานภาษีต้องครอบคลุมทุกคนทุกอาชีพเพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่ประชาชนจะต้องเสียภาษี เมื่อทุกคนที่เกิดมาเป็นคนไทยต้องทำทุกอย่างเหมือนกัน ทุกคนจะมีความเท่าเทียมกัน และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เฉพาะตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐจะต้องทำสำหรับประชาชนที่ยังอยู่ในสถานะด้อยโอกาสคือเข้าไปส่งเสริมสนับสนุนเป็นรายๆ ไป รัฐต้องมีนโยบายชัดเจนว่าผู้ที่อยู่ในข่ายที่รัฐสนับสนุนจะต้องเป็นผู้ที่มีฐานะรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ เช่นผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นแบ่งแห่งความยากจน (Poverty Line) การเข้าไปช่วยเหลือสนับสนุนไม่จำเป็นต้องเท่ากันหมด เพราะประชาชนมีฐานะไม่เท่ากัน รัฐอาจใช้วิธีการให้คูปองเพื่อให้ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์สามารถใช้คูปองในการซื้อหาเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเพื่อให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามมาตรฐานการดำรงชีวิต (Standard of Living) การหว่านความช่วยเหลือโดยไม่แยกแยะ ควรเลิกอย่างเด็ดขาด ตัวอย่างที่ชัดเจนและเป็นปัญหาในขณะนี้คือเรื่องประกันราคาข้าวของรัฐบาลชุดหนึ่ง กับ เรื่องจำนำข้าว ของรัฐบาลอีกชุดหนึ่ง ทั้งสองนโยบายไม่ได้สร้างความแข็งแรงให้กับชาวนาเลย ทั้งๆ ที่มีวิธีการอื่นที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่น การประกันภัยพืชผล ซึ่งเป็นเรื่องที่ประเทศทั้งหลายใช้วิธีทางประกันภัยมาช่วยบรรเทาความเสี่ยง นโยบายประกันราคาพืชผลทางเกษตรก็ดี รับจำนำพืชผลทางเกษตรก็ดี เป็นนโยบายที่ไม่สร้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ทำให้เกษตรกรชาวไร่ชาวนาต้องกลายมาเป็นคนง่อยเปลี้ยเสียขารอความช่วยเหลือจากรัฐมากกว่าที่จะพยายามช่วยตัวเอง
ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทยดูเหมือนจะลดลง ทั้งนี้เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการควบคุมประชาชนให้ตกอยู่ภายใต้พรรคการเมืองที่ต้องการจะมีอำนาจอย่างถาวร ต้องการให้ประชาชนคนไทยเป็นทาสรับใช้ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ ก็ไม่สามารถโงหัวมาคัดค้านได้ การปฏิรูประบบการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะก่อนเลือกตั้งหรือหลังเลือกตั้ง
(หมายเหตุ สำหรับเรื่องการเมืองนั้น ได้เคยเสนอเรื่องระบบเลือกตั้ง ควรยกเลิกแบบเขตเดียวเบอร์เดียว หรือแบบเสียงส่วนใหญ่ ได้แล้ว และเสนอให้ใช้ ระบบสัดส่วน (Proportional Representative) ทั้งประเทศแทน ผู้สนใจสามารถอ่านได้จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 17 และ 20 เดือนธันวาคม ปีที่แล้วครับ)






