อินเดียเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก เพราะมีเนื้อที่กว่า 3.17 ล้านตาราง กม. (อันดับ 7 ของโลก)
จึงมีภูมิประเทศที่หลากหลาย มีทั้ง ป่าไม้ ชายหาด และภูเขาสูง หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าอินเดียก็มีสถานที่ให้เล่นสกีในหลายเมืองที่อยู่ติดเทือกเขาหิมาลัยมีหิมะปกคลุม
นอกจากนี้ อินเดียยังมีประวัติศาสตร์และอารยธรรมที่เก่าแก่ยาวนานเกินกว่า 5,000 ปี จึงมีโบราณสถานที่จดทะเบียนเป็นมรดกโลกกว่า 30 แห่ง (มากที่สุดอันดับ 7 ของโลก) ที่เรารู้จักกันดีก็คือ อนุสรณ์สถานทัชมาฮาล (Taj Mahal) ที่เมืองอักรา หรือถ้ำอชันตา/เอลโรล่า (Ajanta - Ellora Caves) ที่เมืองออรังกาบัด
โดยที่อินเดียก็เป็นบ่อเกิดของศาสนาและลัทธิต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ฮินดู พุทธ เชน ซิกห์ ฯลฯ จึงมีสถานที่สำคัญทางศาสนาที่สำคัญมากมายเช่นกัน ในแง่ของพุทธศาสนาก็มีทั้งแบบเถรวาทในบริเวณที่เรียกว่า “วงเวียนพุทธศาสนา (Buddhist Circuit)” ในรัฐพิหาร อุตตรประเทศ และมัธยประเทศ หรือแบบวัชรยาน เช่น เมืองธรรมศาลา (Dharamsala) หรือเมืองเลห์ (Leh) ในเขตดาลักข์ (Ladakh) ของรัฐจัมมู-แคชเมียร์ทางเหนือ หรือในเขตสิกขิมทางตะวันออก
แม้จะมีศักยภาพเต็มเปี่ยม แต่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามายังอินเดียก็ยังน้อยอยู่ ในปี 2555 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเพียง 6.58 ล้านคน หรือ 1 ใน 4 เมื่อเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนไทย (26.6 ล้านคน) ในจำนวนนี้คิดเป็นนักท่องเที่ยวจากยุโรปประมาณ 32.9% จากอเมริกาเหนือ 19.7% จากภูมิภาคเอเชียใต้ด้วยกัน 17.8% และจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกซึ่งรวมถึงอาเซียนเท่ากับ 16.3% (ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวไทย 105,141 คน)
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังคงบ่นกันมากเรื่องความปลอดภัย ขั้นตอนการขอวีซ่า สถานที่พักที่เหมาะสม สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว และที่ขาดไม่ได้สำหรับคนไทยก็คือแหล่งชอปปิ้ง แต่มาวันนี้ อินเดียเริ่มตระหนักดีว่าแม้ตนเองจะมีศักยภาพในเรื่องจำนวนและความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว แต่หากไม่บริหารจัดการให้ดีก็ยากที่จะชักจูงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ก็เลยลุกขึ้นมาทบทวนและหาทางชักจูงให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเยอะๆ ตอนนี้ก็พยายามจะปรับปรุงเรื่องการขอวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยว
การขอวีซ่าเข้าประเทศอินเดียยังคงเป็นเรื่องยุ่งยาก อินเดียเพิ่งจะเปิดให้นักท่องเที่ยวมาขอวีซ่าที่สนามบินเมื่อเดินทางถึง (Visa on Arrival - VoA) เมื่อปี 2553 แต่ก็ยังจำกัดเพียงนักท่องเที่ยวจาก 11 ประเทศ (ญี่ปุ่น ฟินแลนด์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ลักเซมเบิร์ก นิวซีแลนด์ กัมพูชา เวียดนาม ลาว พม่า และฟิลิปปินส์) และจากสถิติในปี 2556 ที่ผ่านมาก็มีเพียง 20,294 คน
แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวของอินเดียได้ออกมาแถลงว่า จะผ่อนคลายเรื่องวีซ่าโดยสามารถให้นักท่องเที่ยวจากกว่า 180 ประเทศขอวีซ่าเข้าประเทศได้ง่ายขึ้น รัฐบาลอินเดียคาดว่าน่าจะดำเนินการได้ภายในเดือน ก.ค. - ส.ค. 2557 ซึ่งจะเป็นช่วงหลังฤดูร้อนของอินเดียที่จะเริ่มมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาอีก อย่างไรก็ดี การผ่อนผันนี้จะยังไม่ครอบคลุมนักท่องเที่ยวจาก 8 ประเทศที่ยังคงต้องขอวีซ่าก่อนเดินทางเข้าอินเดีย (ปากีสถาน อัฟกานิสถาน ศรีลังกา อิรัก อิหร่าน ซูดาน ไนจีเรีย และโซมาเลีย)
สิ่งที่นักท่องเที่ยวจะต้องทำก็คือการเข้าไปในเว็บไซต์ที่รัฐบาลอินเดียจะตั้งขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ ซึ่งจะมีแบบฟอร์ม e-Visa เพื่อกรอกข้อความรายละเอียดต่างๆ ให้ครบถ้วนพร้อมทั้งชำระเงินค่าธรรมเนียมและส่งใบขอรับวีซ่ากลับไปทางออนไลน์ หลังจากนั้นก็จะได้รับแจ้งยืนยันภายใน 3 วันและใช้ใบยืนยันนั้นมาขอรับการแสตมป์วีซ่าเข้าเมืองที่สนามบินนานาชาติของอินเดียทุกแห่ง ซึ่งจะอนุญาตให้พำนักอยู่ในอินเดียได้ไม่เกิน 30 วัน วีซ่าลักษณะนี้จะคล้ายกับที่ออสเตรเลียดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน
เมื่อพูดถึงเรื่องการท่องเที่ยวอินเดียก็ขอแถมข่าวเรื่องที่ธนาคารกลางอินเดียจะประกาศเลิกใช้ธนบัตรฉบับละ 500 และ 1,000 รูปี ที่พิมพ์ออกมาก่อนปี ค.ศ. 2005 หากท่านใดมีธนบัตรดังกล่าวก็ขอให้พลิกด้านหลัง (ด้านที่ไม่มีภาพของมหาตมะ คานธี ตรงกึ่งกลางธนบัตรด้านล่างสุดจะมีเลขปี ค.ศ. กำกับอยู่) หากธนบัตรของท่านไม่มีเลขปีกำกับก็แสดงว่าพิมพ์ก่อนปี ค.ศ. 2005 ก็ขอให้ปฏิเสธไม่รับ หรือมีแล้วก็รีบแลกกับธนาคารก่อนเดือน ก.ค. 2557 จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง (รายละเอียดดูได้จากเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลธุรกิจของสถานทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี - www.thaiindia.net/th)
ตอนนี้ใคร ๆ ก็ต้องการเงินรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ แม้แต่ญี่ปุ่นซึ่งมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งก็ยังไม่อาจปฏิเสธได้ และได้ผ่อนคลายให้นักท่องเที่ยวไทยเข้าไปโดยไม่ต้องขอวีซ่า อินเดียก็กำลังไล่ตามชักจูงนักท่องเที่ยวอยู่ เราอย่านึกว่าไทยไม่มีคู่แข่งนะครับ ตอนนี้เรากำลังเอาปืนยิงเท้าตัวเองจากเหตุการณ์ความวุ่นวายในปัจจุบัน





