การพลิกตัวของยักษ์ใหญ่ที่กำลังจะเพลี่ยงพล้ำกลับมายืนหยัดในสมรภูมิธุรกิจได้มีให้เราเห็นไม่บ่อยนัก
โดยเฉพาะรอบ 4-5 ปีที่ผ่านมาเราจะเห็นแต่การ ล้มทั้งยืน คือองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่ล้มลงเพียงชั่วข้ามคืนเพียงเพราะกลยุทธ์ที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียว
แต่กับโซนี่ดูจะเป็นการ ล้มแล้วลุก ที่มีโอกาสกลับมาสร้างความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง จากการหลอมรวมเอาความเข้มแข็งของธุรกิจหลักทั้ง 8 มารวมเพื่อเป้าหมายเดียวกัน และความกล้าตัดธุรกิจที่ไม่ทำกำไรออกไปอย่างเช่นคอมพิวเตอร์ไวโอ้
และที่เปิดประเด็นไว้ใน ไอทีไร้พรมแดน ฉบับที่แล้วคือการรักษาฐานการวิจัยและพัฒนาเอาไว้แม้จะอยู่ในภาวะขาดทุน เพราะรู้ดีว่านั่นคือรากฐานของการทำกำไรในอนาคต รวมถึงการกลับมาเน้นในธุรกิจคอนเทนต์ที่น่าจะมาต่อยอดให้ผลิตภัณฑ์ในเครือทั้งหมดได้
ทั้งหมดนี้คือการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของโซนี่ทั้งเครือ ด้วยการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่มีให้เป็นอุปกรณ์ใช้งานส่วนบุคคล (Personal Device) ที่ทุกคนใช้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ดังนั้นการแข่งขันเพียงภาพลักษณ์หรือสเป็คของฮาร์ดแวร์อย่างที่เคยเป็นมาในอดีตจะไม่เพียงพอต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
ถ้าดูกันที่ผู้นำตลาดในยุคปัจจุบันเราจะเห็นการแข่งขันที่ชัดเจนของทั้ง 2 ขั้วคือการแข่งด้วยอิมเมจของแอ๊ปเปิ้ล และการแข่งด้วยเทคโนโลยีและลูกเล่นฮาร์ดแวร์ของซัมซุง การจะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งในตลาดอันดุเดือดเช่นนี้โซนี่จึงต้องมีมากกว่าด้วยคอนเทนต์ที่โดดเด่นทั้งภาพยนตร์ เพลง และเกม
การหลอมรวมทางธุรกิจเช่นนี้ทำให้โซนี่ทะยานสู่อันดับ 3 ของตลาดได้อย่างรวดเร็ว และสร้างผลการเติบโตมากกว่า 2 เท่า โดยเฉพาะในตลาดยุโรปที่โซนี่บันเดิลเพลงในค่ายของตัวเองกว่า 15 ล้านเพลงให้ลูกค้าของโซนี่ดาวน์โหลดได้ทันที พร้อมกับแถมเกมยอดนิยมจากเครื่องเล่นเกมพีเอสพี
ความยิ่งใหญ่ในอดีตจึงไม่ใช่ข้อจำกัดที่ค้ำคอเราจนปรับตัวไปไหนไม่ได้ ความรุ่งเรืองในยุคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกรีก โรมัน หรือแม้แต่ยุคของจิ๋นซีฮ่องเต้ก็ล้วนมีจุดสิ้นสุดเหมือนกัน เพราะไม่มีใครคิดถึงการทะลุข้อจำกัดเดิมๆ ที่มีอยู่
ภาวะล่มสลายจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมายิ่งใหญ่ได้เช่นกันหากเรามองทะลุไปยังเป้าหมายในอนาคต แต่เราต้องตระหนักในความสำคัญของทรัพยากรที่มีว่ามีองค์ประกอบอะไรที่จะผลักดันให้เรากลับมายิ่งใหญ่ได้
ที่สำคัญการจะกลับมาสู่ความสำเร็จได้อีกครั้งนั้นไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว และกรณีศึกษาในอดีตก็ไม่อาจใช้กับเราได้เพราะแต่ละองค์กรก็มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน รวมถึงสภาพแวดล้อมที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง จนทำให้การเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคมีองค์ประกอบไม่เหมือนกันเลย
นั่นจึงเป็นความท้าทายผู้บริหารทุกคนเพราะไม่มีเคล็ดลับอะไรที่จะบอกเราว่าต้องวางแผนรับมือกับความผันผวนเหล่านี้อย่างไร โดยเฉพาะในบ้านเราที่มีตัวแปรเรื่องการเมืองเข้ามาแทรก จึงต้องวางแผนรับมือเป็น 2 เท่า
แน่นอนว่าธุรกิจทุกวันนี้อยู่ยากขึ้น ด้วยปัญหามากมายรุมเร้า ทั้งการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ดูจะยังไม่ดีขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่ข้อแก้ตัวเพราะเป็นภาวะที่ทุกคนต้องพบเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และเท่าเทียมกัน






