วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตั้งวงถกนักลงทุนญี่ปุ่น : ไทย ทะเลาะกันนานกว่านี้ไม่ได้แล้ว

แม้ว่าการเมืองที่แสนวุ่นวายจะทำให้งาน หรือ events ที่เอกชนและราชการเตรียมจัดไว้ ต้องเลื่อน

หรือยกเลิกกันไปมากในช่วงนี้ แต่ เครือเนชั่น ก็ยืนยันว่าประเทศชาติต้องเดินหน้า เอกชนอย่างพวกเราจะไม่ยอมให้การเมือง มาทำให้การพัฒนาประเทศชาติสะดุดลงได้

เราจึงได้จัดสัมมนาระดับสากล เรื่อง “A New Wave of Japanese Overseas Investment : Thailand and Asean” เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มคลื่นลูกใหม่แห่งการลงทุน ของญี่ปุ่นในประเทศไทยและอาเซียนอื่นๆ

ผมนั่งตั้งวงกับนักลงทุนชาวญี่ปุ่นระดับโลก ที่มาปักหลักในไทยหลายคนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับคำยืนยันว่าไทยยังเป็น “hub” หรือ “แกน” ของการลงทุนของญี่ปุ่น แต่มีเงื่อนไขที่สำคัญ คือ ไทยจะต้องเอาตัวเองออกจากความวุ่นวายทางการเมืองในกรอบเวลาที่เหมาะสม และต้องเร่งทำอะไรอีกหลายอย่างที่ต้องแข่งขันกับประเทศอื่นรอบๆ บ้าน

นักลงทุนญี่ปุ่นบอกว่าตอนนี้อินโดนีเซียขึ้นมาเป็นคู่แข่ง ที่จะแย่งชิงเงินลงทุนญี่ปุ่นจากไทย หรือไม่ก็เคียงคู่กันมาในความนิยมชมชื่นจากแดนอาทิตย์อุทัย

อินโดนีเซียมีจุดแข็ง คือ ตลาดใหญ่เพราะประชากรกว่า 250 ล้านคน และที่สำคัญกว่านั้น คือ ระบบการเมืองของอินโดฯ ได้ปรับตัวจากเผด็จการทหารยุคซูฮาร์โต มาเป็นประชาธิปไตยที่มีการถ่วงดุลระหว่างกลุ่มการเมือง ทหาร ประชาสังคม สื่อและคนรากหญ้าที่มีความสมดุลมากกว่าครั้งไหนๆ ในประวัติศาสตร์การเมืองของเขา

ไทย มีประชากร 67 ล้านคน มีจุดที่ตั้งภูมิศาสตร์ที่ดี มีความทันสมัยทางด้านวัตถุ แต่มีปัญหาทางการเมืองที่เป็นปัญหาเรื้อรังมากว่า 10 ปี และมาถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นทางแสงสว่างที่ปลายถ้ำ

ถือว่า อินโดนีเซีย ได้ก้าวล้ำไทยไปหลายก้าว และหากสถานการณ์ของทั้งสองประเทศยังเป็นเช่นที่เห็นอยู่ในขณะนี้ ก็เชื่อได้ว่าเราจะถูกทิ้งห่างไปทุกที

คนของหอการค้าญี่ปุ่นประจำประเทศไทย บอกในที่สัมมนาว่า ไทยยังเป็นเป้าหมายทางการลงทุนที่สำคัญในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า แต่ไม่แน่ใจว่าจะรักษาตำแหน่งอยู่อันดับหนึ่งได้ต่อไปหรือไม่ เพราะอาจมีอาเซียนบางประเทศ เช่น อินโดฯ และ ฟิลิปปินส์ ที่กำลังดึงดูดเงินลงทุนไปเพิ่มขึ้น เพราะทั้งสองประเทศนี้มีตลาดที่โตขึ้นและบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมสำหรับนักลงทุนต่างชาติก็คึกคักขึ้น

พูดง่ายๆ ก็คือ เรากำลังจะเสียแชมป์ของการเป็นขวัญใจของนักลงทุนญี่ปุ่น หากเรายังมัวแต่ทะเลาะกันเอง และไม่มีสติปัญญาพอ ที่จะหาทางออกจากวิกฤติได้ในเร็ววัน

ผมถามผู้มาร่วมการพูดคุยว่า “หน้าต่าง” แห่งเวลาที่ว่านี้ ควรจะยาวนานแค่ไหน? พวกเขาต่างก็ยิ้ม “ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี”

อีกคนหนึ่งกระซิบผมว่า “นี่ก็ยาวเกินไปแล้ว มันสิบปีเข้าไปแล้วน่ะ”

ไม่แปลกใจเลยที่นักธุรกิจญี่ปุ่นคนหนึ่งจะบอกว่า หากปัญหาการเมืองไทยยังยืดเยื้อเรื้อรัง ภาคธุรกิจญี่ปุ่นต้องบริหารความเสี่ยง โดยมองหาฐานการลงทุน หรือแหล่งการผลิตใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงและโอกาสการลงทุน

เขาบอกว่า นักลงทุนญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในอาเซียน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่ามองหาโอกาสในการร่วมปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้น หากว่ารัฐบาลไทยตัดสินใจเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ก็จะสามารถดึงดูดนักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยได้มากขึ้น

“แต่ปัญหาการเมืองทำให้ไทยเสียโอกาสมาก” เขาบอก

ระยะหลังมีการพูดถึงประเทศไทยในภาพทางบวกว่า กำลังจะเป็น Thailand Plus One นั่นคือ นักลงทุนต่างชาติมาลงทุนในไทยเป็นแกน และมองหาอีกหนึ่งประเทศในอาเซียนเป็นฐานขยายการลงทุน

แต่วันนี้...หาก ไทย ไม่สามารถแก้ปัญหาทางการเมืองของตัวเองได้ จะกลายเป็น Asean Minus Thailand...หรือไม่?