กรณีกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)
ระดมความเห็นเรื่องการปฏิรูปประเทศ เพราะเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ เกิดจากระบบสังคมเศรษฐกิจไม่มีความสมดุลเกิดขึ้น และนับวันจะสร้างปัญหารุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นจุดยืนเดิมตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งจนถึงบัดนี้กระแสปฏิรูปประเทศนั้นมีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง ขาดแต่เพียงจะดำเนินการอย่างไรเท่านั้น
หากย้อนกลับไปแนวคิดเรื่องการปฏิรูป จะเห็นได้ว่าเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยคำว่า"ปฏิรูป"มักจะเกิดขึ้นกับภาคส่วน ที่เห็นว่าเป็นปัญหากับการปฏิบัติหน้าที่ หรือทำให้สังคมเกิดวิกฤติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนั้น ในอดีต เรามักจะได้ยินคำว่าปฏิรูปในหลายวงการ อาทิ การปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปองค์กรตำรวจ การปฏิรูปสังคม การปฏิรูปการเมือง ซึ่งจะเห็นว่าการปฏิรูปเป็นเรื่องใหญ่มากของสังคม ดังนั้นจึงไม่ง่ายหากใครจะลุกขึ้นมาแล้วประกาศว่าจะปฏิรูปสังคมการเมืองของประเทศ
แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับว่ากระแสการปฏิรูปประเทศในขณะนี้ ถือว่าได้รับความสนใจจากประชาชน ในวงกว้างอย่างมากเมื่อเทียบกับในอดีต โดยเฉพาะเป็นผลมาจากการชุมนุมและการเรียกร้องของกลุ่มกปปส. แต่จนถึงบัดนี้ เรายังไม่เห็นการเคลื่อนไหวที่นำไปสู่การปฏิรูปอย่างจริงจัง นอกจากเวทีการระดมความคิดเห็นที่มีอยู่ทั่วไป ทั้งจัดโดยรัฐบาลและหน่วยงานอื่น ซึ่งการระดมความคิดเห็นที่เกิดขึ้นก็แทบไม่ต่างจากในอดีต กล่าวคือ ภายหลังการถกเถียงกันข้ามวันข้ามคืน ทุกอย่างก็กลับไปเหมือนเดิม
แต่กระแสที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ แตกต่างจากข้อเรียกร้องในอดีต เพราะบัดนี้มีความเคลื่อนไหวจริงๆ จากภาคส่วนต่างๆ ค่อนข้างมาก ดังนั้นอาจเป็นไปได้ที่จะเกิดกระบวนการปฏิรูปขึ้นมาจริงๆ ซึ่งแน่นอนว่าจากความตื่นตัวการปฏิรูปในอดีต ทำให้ขณะนี้สังคมไทยมีความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศค่อนข้างมาก บางครั้งอาจเรียกได้ว่ามีความรู้ในเรื่องนี้มากเกินความจำเป็นด้วยซ้ำไป ดังนั้น ปัญหาก็คือเราจะตั้งต้นการปฏิรูปกันอย่างไร และจะมีวิธีการอย่างไรเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปเพื่อสังคมไทยอย่างแท้จริง
เราต้องไม่ลืมว่าสถานการณ์การเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปในขณะนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงอย่างยิ่ง อีกทั้งประเด็นการปฏิรูปนั้นก็ถูกหยิบยกมาจากฝ่ายหนึ่งในคู่ความขัดแย้ง ซึ่งไม่รวมถึงความแตกต่างทางความคิดเห็นถึงแนวทางและเนื้อหาสาระของปฏิรูป ยิ่งกว่านั้น คู่ความขัดแย้งใหญ่ของสังคมในขณะนี้ยังไม่มีทีท่าว่าเกิดการเจรจาและพูดคุยกันอย่างไร นอกจากการชิงไหวพริบเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมือง โดยไม่สนใจว่าจะทำให้เกิดการวางรากฐานของประเทศอย่างไร
เราเห็นว่าการปฏิรูปในช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างมาก เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการตีความเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองได้ง่าย ในยุคที่นักการเมืองมองระบบการเมืองเป็นเหมือนกับเกมการแข่งขัน ว่ามีฝ่ายได้-เสียเสมอ ดังนั้น จุดเริ่มต้นของกระบวนการปฏิรูปในครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากว่าเราจะทำกันอย่างไร เพราะนั่นหมายถึงการยอมรับผลของการปฏิรูปที่จะออกมา เพราะหากเรายังไม่ก้าวความขัดแย้งแบ่งฝักฝ่ายในปัจจุบัน สังคมไทยก็ยากมากจะก้าวไปสู่การปฏิรูปประเทศได้อย่างแท้จริง






