วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ครม.สัญจรที่"ยิ่งลักษณ์"ไม่ได้ไป

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 28 และ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ เป็นนายกรัฐมนตรีที่เดินทาง

ไปต่างประเทศมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์

นอกจากนั้นยังเป็นผู้นำประเทศที่เดินทางไปต่างจังหวัดมากที่สุดคนหนึ่งเช่นกัน โดยมีอีเวนท์ที่เดินทางไปประจำ ก็คือการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ครม.สัญจร”

ความสำคัญของการประชุม ครม.สัญจร นอกจากเป็นการลงไปตรวจราชการ ในพื้นที่จังหวัดต่างๆของฝ่ายบริหาร เพื่อให้การกำหนดนโยบายทำได้ถูกต้อง ที่ประชุม ครม.จะมีการอนุมัติงบประมาณเร่งด่วนในการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดโดยเฉลี่ยจะได้รับงบประมาณ 100 ล้านบาทต่อจังหวัด นอกจากนี้ก่อนที่จะมีการประชุม ครม.สัญจรในพื้นที่ต่างๆก็จะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (กรอ.ภูมิภาค) โดยตัวแทนรัฐบาลจะประชุมร่วมกับภาคเอกชน ทั้งสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย เพื่อพิจารณาโครงการที่ควรจะส่งเสริมในพื้นที่กลุ่มจังหวัดต่างๆซึ่งจะสามารถส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน

ตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่เดือน ส.ค. 2554 ถึงวันที่ 9 ธ.ค.2556 เป็นเวลาเบ็ดเสร็จ 2 ปีกับอีก 4 เดือน

ยิ่งลักษณ์เดินทางไปประชุม ครม.สัญจรทั้งหมด 12 ครั้ง โดยเริ่มครั้งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่บ้านเกิดและฐานเสียงสำคัญของนายกรัฐมนตรีเอง ระหว่างวันที่ 14 - 16 ม.ค. 2555 และครั้งที่ 12 คือ ครม.สัญจรที่จังหวัดลพบุรี ระหว่างวันที่ 31 ต.ค. - 1 พ.ย.2556

ก่อนที่จะมีการชุมนุมทางการเมืองเพื่อต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จนนำไปสู่การประกาศยุบสภาฯในที่สุด ได้มีการกำหนดการจัดการประชุม ครม.สัญจรครั้งที่ 13 เอาไว้ด้วย โดยนายกรัฐมนตรีและคณะจะมีกำหนดการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 30 พ.ย. - 1 ธ.ค. 2556

เพื่อพิจารณาโครงการพัฒนากลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ 5 จังหวัด ได้แก่ พื้นที่ จ.สงขลา จ.สตูล จ.ปัตตานี จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส ซึ่งก่อนหน้านี้การประชุม ครม.สัญจรในพื้นที่ดังกล่าวถูกเลื่อนมาตลอด ด้วยปัญหาด้านความปลอดภัย และเมื่อมีการยุบสภาฯเกิดขึ้น

นายกรัฐมนตรีและ ครม.ทำหน้าที่รักษาการ ไม่สามารถอนุมัติโครงการใดๆที่จะผูกพันกับรัฐบาลชุดต่อไปได้ ครม.สัญจรในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงไม่สามารถเกิดขึ้นโดยปริยาย

ที่จริงแล้ว ครม.สัญจรครั้งที่ 13 ทั้งสภาพัฒน์ และภาคเอกชนเตรียมที่จะเสนอการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้รัฐบาลพิจารณาไว้มากถึง 18 ประเด็น เช่น การผลักดันพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเพิ่มการจ้างงานในพื้นที่ การจัดตั้งศูนย์ธุรกิจฮาลาลครบวงจรในเขต อุตสาหกรรม จ.ปัตตานี การดำเนินโครงการเมืองยาง (Rubber city) และโครงการเร่งรัดการก่อสร้างท่าเรือสงขลาแห่งใหม่ เป็นต้น

หวังว่าโครงการเหล่านี้คงได้รับการผลักดัน ทันทีที่มีรัฐบาลใหม่เข้ามาทำหน้าที่

เพราะหากจะแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ได้อย่างยั่งยืน

จะต้องไม่ลืมการพัฒนาทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาความมั่นคง