ไม่ว่า รัฐบาลรักษาการ กับ แกนนำ กปปส. จะใช้วาทะอย่างไรในการแถลงต่อสาธารณชน
แต่ความจริงก็คือว่า การจะยุติวิกฤติทางการเมืองครั้งนี้ จะต้องมีการเจรจาอย่างเป็นรูปธรรม
และต้องเป็นการเจรจาที่ทุกฝ่ายต้องหยุดการสร้างเงื่อนไข ที่เป็นอุปสรรคต่อการก้าวไปสู่การแก้ปัญหาของบ้านเมือง ที่สะดุดอยู่ในขณะนี้
เห็นได้ชัดเจนว่า 7 องค์กรเอกชน ที่ร่วมกันแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา มีความประสงค์ตรงกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายนั่งลงเจรจากัน โดยที่พยายามจะหาทางออก ไม่ใช่เพื่อจะเอาชนะคะคานหรือเสนอเงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้
ไม่จำเป็นต้องย้ำว่าความเสียหายที่เกิดจากความขัดแย้ง ที่ยืดเยื้อนั้น กระทบถึงผู้คนทุกหย่อมหญ้า และหากคู่กรณียังไม่หาทางออกให้กับบ้านเมืองอย่างจริงจังและจริงใจ ก็จะเป็นความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องที่ต้องตอบคำถามว่า “คุณต้องการทำลายประเทศชาติเพื่อใคร?”
ภาคเอกชนบอกว่า พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือในการประสานงานหรือช่วยเหลือในด้านอื่นๆ เพื่อให้การเจรจาของคู่ขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
แสดงว่าภาคเอกชนของประเทศไทย มี “วุฒิภาวะ” สูงกว่าภาคการเมือง ซึ่งถึงวันนี้ยังไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงสติปัญญา ที่จะหาทางออกจากวิกฤติที่ตนมีส่วนสร้างขึ้นมา
น่าสังเกตว่าภาคอื่นๆ ของสังคม ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ นักวิชาการ หมอ ทนายความ ครู และ ทหาร ต่างก็มีความเห็นที่สอดคล้องกันมากขึ้น ว่า การแก้ปัญหาของความขัดแย้งจะต้องลงเอยด้วยการเจรจา มิใช่ด้วยการข่มขู่คุกคาม หรือใช้วิธีการตีความกฎหมายเข้าข้างตนเองเพื่อจะเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่ง
เมื่อต่างฝ่ายต่างอ้างมาตราในรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตนเองได้เปรียบ ก็แปลว่า ต่างฝ่ายต่างใช้กลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ไม่ได้ใช้เจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญนั้น มาร่วมกันแก้ปัญหาให้คลายปมเงื่อน ที่เป็นอุปสรรคต่อการดึงประเทศไทยให้ออกจากหลุมดำ อย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้
การออกมาแถลงข่าวร่วมกันของ 7 องค์กรเอกชนครั้งล่าสุด เป็นการตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การเจรจาจะต้องเกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศของการ “แสวงจุดร่วม, สงวนจุดต่าง” ไม่ใช่ “ตอกย้ำจุดต่าง, ทำลายจุดร่วม” ดั่งที่ปรากฏให้เห็นถึงวันนี้
สิ่งที่จะทำให้เกิดบรรยากาศของการเจรจา ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหานั้น ไม่น่าจะยากเกินกว่าสติปัญญาของนักการเมืองเลยแม้แต่น้อย
มาตรการที่จะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับทั้งสองฝ่าย เพื่อนำไปสู่การเจรจากันนั้น สามารถทำได้ทันที เช่น
เมื่อฝ่าย กปปส. ยุบเวทีไปแล้วเหลือเฉพาะที่สวนลุมพินี ก็เท่ากับเป็นการลดระดับความตึงเครียดของบรรยากาศการเมืองแล้ว
จากนี้ไปก็สามารถจะเดินหน้าต่อได้ ด้วยรัฐบาลรักษาการ ยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และให้ตัวแทนของสองฝ่ายเจรจาอย่างไม่เป็นทางการถึง “วาระการเจรจา” เริ่มด้วยประเด็นที่เห็นพ้องกันก่อน
รัฐบาลรักษาการยุติบทบาท กปปส. หยุดการชุมนุม ตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล เพื่อให้เศรษฐกิจกลับฟื้นสู่ภาวะปกติเคียงคู่กับการตั้งสภาปฏิรูป ที่มีตัวแทนจากทุกสาขาวิชาชีพ กำหนดเวลาการทำงานของรัฐบาลเฉพาะกาลไม่เกิน 2 ปี และให้มีการร่างกติกาใหม่เพื่อการปฏิรูปประเทศภายในกรอบเวลาที่ชัดเจน
โดยที่ทั้งสองฝ่ายต้องละเว้นการยื่น “เงื่อนไขที่จะเป็นอุปสรรคต่อการแก้วิกฤติ” โดยต้องเคารพต่อกระบวนการยุติธรรมและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ปกป้องประชาธิปไตยและการถ่วงดุลอำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม
นี่คือ...ก้าวย่างที่เห็นชัดเจน หากว่าทั้งสองฝ่ายจริงใจและจริงจังกับการแก้ปัญหาบ้านเมือง พรุ่งนี้ก็เริ่มกระบวนการ “ฟื้นประเทศไทย” ได้ทันที






