วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ก้าวที่พลาด

“ยิ่งอยู่นานยิ่งทรุด” สำหรับนายกรัฐมนตรีรักษาการ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ทรุดที่ 1 ในด้านการปราบทุจริต เพราะโดนแจ้งข้อหา ว่า รู้เห็นเป็นใจให้มีทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว โดย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้แจ้งข้อหา

ทรุดที่ 2 ในเชิงบริหารงาน โดยเฉพาะบริหารงานด้านบุคลากรภาครัฐ ซึ่งศาลปกครองสูงสุดจะอ่านคำพิพากษา ในวันศุกร์ที่ 7 มีนาคม นี้

คดีนี้ เป็นหมายเลขดำที่ 635/2555 ระหว่าง ถวิล เปลี่ยนศรี (ผู้ฟ้องคดี) กับ นายกรัฐมนตรี ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ถวิล เปลี่ยนศรี ฟ้อง นายกรัฐมนตรี และ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ว่า ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 152/2554 ลงวันที่ 7 กันยายน 2554 ให้ผู้ฟ้องคดี ตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วย จึงได้ยื่นเรื่องร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค. ตามคำร้องลงวันที่ 12 กันยายน 2554

ต่อมา ก.พ.ค. ได้มีหนังสือลงวันที่ 10 เมษายน 2555 แจ้งยกคำร้องทุกข์ ทำให้ได้รับความเสียหาย

ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 152/2554 ลงวันที่ 7 กันยายน 2554 ที่ให้ผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 30 กันยายน 2554 ที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

คำพิพากษาศาลปกครองกลาง กำหนดให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่คำสั่งและประกาศฉบับดังกล่าวมีผลบังคับ พร้อมกับเพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ยกคำร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 152/2554 ลงวันที่ 7 กันยายน 2554 ให้ผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เกิดจากกระบวนการโอนที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับการโอนข้าราชการ และเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่สมเหตุสมผล ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมมีผลให้ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 30 กันยายน 2554 ที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย

ศาลปกครองกลาง ยังหยิบเอาคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่อ้างเอาคำร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดี ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลพิจารณาในประเด็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ให้ผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เกิดจากกระบวนการโอนที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับการโอนข้าราชการ และเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่สมเหตุสมผล ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เพราะฉะนั้น คำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ยกคำร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย

คำพิพากษาศาลปกครองกลาง ให้ ถวิล เปลี่ยนศรี เป็นเลขาฯ สมช. เรื่อยมาตั้งแต่ ลงวันที่ 30 กันยายน 2554 แม้ในเวลาต่อมารัฐบาลจะอุทธรณ์คำพิพากษา แต่ผลที่แท้จริงคือ “ถวิล” ยังเป็นเลขาฯ สมช. ไม่เปลี่ยนแปลง

ดังนั้น ถ้าจะวิเคราะห์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ในวันที่ 7 มีนาคม ที่จะถึงในอีก 2 วันนี้ จึงยังไม่มีเหตุใดที่ศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็นศาลสุดท้าย จะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง “ถวิล” จะกลับไปนั่งเลขาธิการ สมช. และ ตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ก็จะเป็นเลขานุการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย (ศรส.) ด้วย การบริหารคงจะ “กั๊ก” กันภายในกรรมการ ศรส. เป็นแน่ ถวิล ก็คงไม่ยอมเป็นการสั่งการแบบที่เป็นอยู่เวลานี้

เรื่องนี้เรื่องเดียวก็ตามล้างตามเช็ดกันเหนื่อย

ไม่ต้องพูดถึง สปป.ลานนา ที่เวลานี้เพื่อไทย ถีบหัวเรือส่งไปตายเอาดาบหน้ากันหมดแล้ว