กรณีที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ความเห็นกรณีข้อกล่าวหา
กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ว่ามีความเคลื่อนไหวเพื่อแบ่งแยกดินแดน ซึ่งกำลังกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันในขณะนี้ ว่า มีเป้าประสงค์ตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ โดยเห็นว่าหากกองทัพจะดำเนินคดีกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ ในขณะนี้ ด้วยข้อหาร้ายแรงเป็นกบฏต่อแผ่นดิน ก็ควรดำเนินการกับคนกลุ่มอื่นอย่างเท่าเทียมด้วย ซึ่งก็น่าจะหมายถึงกลุ่ม กปปส. ที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลมานาน 4 เดือน
นายกรัฐมนตรี ระบุอีกว่า หากได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมแล้ว ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าความเป็นธรรมและเท่าเทียมนั้น มีความหมายแค่ไหน แต่พออนุมานได้ว่าเป็นเรื่องของการตัดสินขององค์กรอิสระหรือศาลต่อคดีความทางการเมือง เพราะเห็นว่ามีการตัดสินโดยเลือกข้างอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเมื่อมีความรู้สึกเช่นนี้ นายกรัฐมนตรีบอกว่าคนที่ออกมาเคลื่อนไหวนั้น ทำไปด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ไม่ได้มีความหมายต้องการแบ่งแยกประเทศอย่างที่ถูกกล่าวหา
การตอบโต้ประเด็นการแบ่งแยกดินแดนนั้น นอกจากนายกรัฐมนตรีจะมีความเห็นแล้ว แกนนำพรรคเพื่อไทย รวมทั้งแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็เห็นว่าควรจะดำเนินการทางกฎหมาย กับกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ด้วย ในขณะเดียวกันกลุ่ม กปปส. ก็เรียกร้องให้จัดการขั้นเด็ดขาดกับคนที่คิดจะแบ่งแยกดินแดน จนทำให้ประเด็นเริ่มขยายวงกว้างออกไป
อันที่จริง ประเด็นการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่เกิดความขัดแย้งรุนแรงนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ว่าจะมีการหยิบนำมาใช้จากกลุ่มต่างๆ เสมอ โดยเฉพาะนักการเมืองไทยที่มักจะพูดหรือเคลื่อนไหวใดๆ โดยไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมนัก นอกจากความได้เปรียบหรือเสียเปรียบทางการเมือง ดังนั้นประเด็นที่เกิดขึ้นอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้โดยง่าย หากมีนักการเมืองนำไปใช้เคลื่อนไหวโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองจากฝ่ายใดก็ตาม ซึ่งต้องมีความระมัดระวังให้มากขึ้น
ดังนั้น ประเด็นความขัดแย้งในขณะนี้ เราต้องจำกัดขอบเขตของประเด็น หากเรายังหวังว่าจะสามารถพูดคุยเพื่อยุติความขัดแย้งกันได้ ซึ่งในกรณีนี้ หากมีการกระทำความผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหาก็สามารถต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมได้ และเราเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมจะสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นได้ แต่หากยังพยายามอยู่นอกกระบวนการยุติธรรม ซึ่งหมายถึงจะกระทำอะไรโดยปราศจากความรับผิดชอบทางกฎหมายเสียแล้ว ก็เป็นเรื่องยากมากที่จะยุติประเด็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้
เราเห็นว่า ไม่เพียงแต่ประเด็นเรื่องการแบ่งแยกดินแดนเท่านั้น ที่เราต้องจำกัดขอบเขตและถกเถียงให้สิ้นสุดทีละประเด็น แต่ยังรวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่ยังอยู่ในความขัดแย้งขณะนี้ด้วย เพราะว่าหากเกิดความขัดแย้งขึ้นมาโดยไม่ได้มีการสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้น ก็จะนำไปสู่ความขัดแย้งที่มากขึ้นไปอีก อาทิ ข้อเท็จจริงจากโครงการรับจำนำข้าว เป็นต้น เราเห็นว่าหากการเมืองยังขยายปมความขัดแย้ง เพื่อหวังผลทางการเมืองอย่างเดียว สถานการณ์ความขัดแย้งก็ยิ่งไร้ทางออกมากเท่านั้น เพราะว่าการพูดคุยหรือข้อตกลงใดๆ ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ตราบใดที่ปมความขัดแย้งขยายมากขึ้นเรื่อยๆ






