ในช่วงที่ผ่านมามักมีการปลุกกระแส ทวงคืนรัฐวิสาหกิจต่างๆ ให้กลับคืนมาเป็นของประชาชน โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจ
ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าการทวงคืนจะมีผลดีมากน้อยเพียงใด...แล้วจะทำไปเพื่ออะไร
ข้อมูลต่างๆ ที่นำมาใช้ในการปลุกกระแสหาแนวร่วม มักเป็นข้อมูลที่บิดเบือนหรือบอกความจริงเพียงครึ่งเดียว ซึ่งเป็นการหวังผลทางการเมืองโดยไม่รับผิดชอบต่อการกระทำที่อาจสร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้คนในวงกว้าง เช่น การระบุว่าไทยมีปริมาณน้ำมันดิบจำนวนมากและผลิตน้ำมันได้มากกว่าบรูไนหลายเท่า แต่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กลับขายน้ำมันแพง ทั้งที่ไทยผลิตมากกว่าเพราะความต้องการในประเทศสูงกว่า จากจำนวนประชากรที่มากกว่า ขณะที่บรูไนความต้องการในประเทศต่ำ จึงผลิตเพื่อส่งออกเป็นส่วนใหญ่
ปัจจุบันไทยมีปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้ว (Proved Reserves) ในส่วนของน้ำมันดิบรวมคอนเดนเสทเพียง 0.4 พันล้านบาร์เรล ผลิตน้ำมันได้วันละ 440 พันบาร์เรล อยู่อันดับที่ 48 ของโลก ขณะที่บรูไนมี 1.1 พันล้านบาร์เรล ผลิตวันละ 158 พันบาร์เรล อยู่อันดับที่ 42 ส่วนมาเลเซียมี 3.7 พันล้านบาร์เรล ผลิตวันละ 657 พันบาร์เรล อยู่อันดับที่ 28 เวียดนามมี 4.4 พันล้านบาร์เรล ผลิตวันละ 348 พันบาร์เรล อยู่อันดับที่ 24
ส่วนอันดับ 1 คือ เวเนซุเอลา มีถึง 297.6 พันล้านบาร์เรล ผลิตวันละ 2,725 พันบาร์เรล ขณะที่ประเทศในกลุ่มโอเปกมีปริมาณสำรองสูงกว่าไทยทั้งสิ้น หรือในความเป็นจริงคือไทยไม่ได้มีน้ำมันดิบมากมายตามข้อมูลที่นำมากล่าวอ้างกัน
ราคาขายปลีกน้ำมันของไทยไม่ได้สูงจนน่าแปลกใจ โดยเบนซิน 95 อยู่ที่ลิตรละประมาณ 48 บาทใกล้เคียงกับกัมพูชา ส่วนเวียดนาม 39 บาท ลาว 53 บาท สิงคโปร์ 57 บาท ฟิลิปปินส์ 40 บาท มาเลเซีย 28 บาท บรูไน 16.5 บาท ถ้าขยับมานอกอาเซียนพบว่าญี่ปุ่นและไต้หวันอยู่ที่ 49 บาท เกาหลีใต้ 57 บาท ส่วนฮ่องกง 71 บาท ขณะที่นอร์เวย์ ซึ่งมีปริมาณสำรอง 7.5 พันล้านบาร์เรล ผลิตวันละ 1,916 พันบาร์เรล ราคาขายปลีกสูงถึงลิตรละ 93 บาท
ราคาขายปลีกเบนซินในไทยมาจากราคาหน้าโรงกลั่น คือ ลิตรละ 24.8 บาท บวกภาษีสรรพสามิต 7 บาท ภาษีเทศบาล 0.7 บาท กองทุนน้ำมัน 10 บาท กองทุนอนุรักษ์พลังงาน 0.25 บาท ค่าการตลาด 2.1 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 3.1 บาท ราคาจึงกลายเป็นลิตรละ 48 บาท...หากจะบอกว่าราคาน้ำมันแพงโดยโยนบาปให้ปตท.ก็คงกระไรอยู่
การผลักดันรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพให้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักการเมือง "หากิน" กับองค์กรเหล่านี้ไม่สะดวกนัก เพราะติดกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงหนีไม่พ้นจากการรังควานของนักการเมือง ที่เห็นชัดคือการแต่งตั้งคนใกล้ชิดสนิทสนมไปเป็นบอร์ด ซึ่งเป็นรูปแบบการตกรางวัลที่นิยมใช้กันเกือบทุกรัฐบาล ทั้งที่บอร์ดบางคนไม่ได้มีคุณสมบัติหรือความรู้ความสามารถใดๆ ที่จะนำมาช่วยเหลือพัฒนาองค์กรได้เลย
ในอดีตมีบอร์ดบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถูกตกรางวัลให้มารับตำแหน่ง และใช้งบ "เอนเตอร์เทน" เกินกว่าวงเงินที่ได้รับ เมื่อบริษัททวงถามถึงเงินส่วนเกิน แน่นอนว่าไม่เคยมีใครยอมจ่าย แต่กลับยื่นข้อเสนอขอประชาสัมพันธ์องค์กรในรายการทางเคเบิลทีวีที่ตัวเองเป็นผู้ผลิตแลกกับเงินที่ค้างจ่าย ไม่รู้ว่าป่านนี้การบินไทยได้รับเงินครบถ้วนหรือแทงเป็นหนี้สูญไปแล้ว และเชื่อว่ารัฐวิสาหกิจอื่นๆ คงมีบอร์ดเช่นนี้แฝงตัวอยู่ไม่น้อย
ก็ไม่เข้าใจว่าแล้วจะต้องทวงคืนรัฐวิสาหกิจ ให้กลับมาเป็นแหล่งผลประโยชน์ของนักการเมืองอีกทำไมกัน






