เป้าหมายในชีวิตของ Value Investor นั้น ดูเหมือนว่าจะเน้นไปที่ความมั่งคั่ง และการมี อิสรภาพทางการเงิน
แต่ถ้าคิดให้ลึกขึ้น ต้องบอกว่าเป้าหมายสุดท้ายจริงๆนั้นคือการมีความสุขในชีวิต ซึ่งเงินก็เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งในการทำให้เรามีความสุข
อย่างไรก็ตาม ลำพังแต่เงินนั้น มันอาจจะไม่สามารถสร้างความสุขได้จริง เพราะความสุขนั้น มักจะมาจากแหล่งอื่นๆ โดยที่เงินเป็นเพียงปัจจัยที่ “อำนวย” ให้เกิดความสุข มากกว่าที่มันจะก่อให้เกิดความสุขโดยตัวของมันเอง เพราะจากการศึกษาของ Arthur Brooks ประธานของสถาบัน American Enterprise ที่เผยแพร่เป็นหนังสือเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้พบว่าใครคือคนที่มีความสุขรวมถึงเหตุผลว่าเพราะอะไร และในสิ่งที่จะพูดต่อไปนี้ ผมพยายามอธิบายว่า ในฐานะ VI เราจะเป็นคนที่มีความสุขไหม และเราจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรที่จะทำให้มีความสุขมากที่สุด
เรื่องแรกที่พบคือ ยีนเป็นสิ่งที่มีบทบาทในการกำหนดความสุขของคนเรามาก ข้อนี้ส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องจริงอย่างยิ่ง คนบางคนนั้น แม้ว่าจะไม่ได้มีเงินทองอะไรมากนัก แต่ชีวิตเขาก็ดูมีความสุขดีกว่าคนที่รวยกว่ามาก ประเด็นคือเขามีอารมณ์ดีอยู่เสมอ เขาไม่เป็นคนที่ “ดิ้นรน” หาเงินทองอะไรมากนัก และพึงพอใจกับการใช้ชีวิตแบบสบายๆ เขาเป็นคนไม่เครียดและ “ปล่อยวาง” ในเรื่องต่างๆได้มาก ซึ่งทั้งหมดนั้น คิดว่าส่วนใหญ่น่าจะมาจากยีนของเขา ที่กำหนดให้เขาเป็นคนอย่างนั้น มากกว่าที่จะมาจากการอบรมสั่งสอนหรือจากสภาวะแวดล้อมรอบตัว
ในทางตรงกันข้าม คนอีกคนหนึ่งอาจจะเกิดมาเป็นคนที่มีอารมณ์ “ร้าย” หรืออารมณ์รุนแรง มีเรื่องอะไรมากระทบก็จะตอบสนองมากกว่าปกติ เขาอาจจะเป็นคน “ขี้หงุดหงิด” หรืออาจจะเป็นคน “ขี้กังวล” หรือมองโลกในแง่ร้ายตลอดเวลา ดังนั้น แม้ว่าเขาอาจจะมีเงินมากเหลือเฟือ เขาก็มักจะมีความสุขน้อยกว่าคนแรก
นอกจากเรื่องของจิตใจแล้ว ยีนยังมีส่วนสำคัญในการกำหนดสุขภาพทางกายของแต่ละคนค่อนข้างมาก คนที่เกิดมามีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ มีภูมิต้านทานโรคสูง และไม่มีจุดอ่อนของยีนที่จะทำให้ร่างกายเสื่อมถอยเป็นโรคที่ไม่มีเชื้อ เช่น เบาหวาน มะเร็ง และอื่นๆอีกมากนั้น ผมคิดว่าเขาน่าจะมีความสุขมากกว่าคนที่เกิดมาด้วยยีนที่อ่อนแอกว่า มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม หรือมีโอกาสจะเกิดโรคความเสื่อมของร่างกาย ที่จะทำให้เกิดโรคร้ายโดยเฉพาะเมื่อมีอายุมากขึ้น ในกรณีแบบนี้ คนที่มียีนดีกว่าทั้งด้านอารมณ์จิตใจและด้านร่างกายน่าจะมีความสุขมากกว่า
ข้อสรุปเรื่องที่สองคือ ความยากจนนั้น จะลดความสุขในชีวิตลง แต่คนที่มีเงินถึงจุดหนึ่งแล้ว เงินที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ช่วยให้ความสุขเพิ่มขึ้นมากนัก ประเด็นคือ เงินเท่าไรถึงจะเพียงพอที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขเกือบเต็มที่? สำหรับเรื่องนี้ ผมคิดว่าคำตอบคงขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่สิ่งที่จะต้องคำนึงถึงคือ เราจะต้องดูว่ารายจ่ายนั้น เริ่ม “นิ่ง” หรือยัง? คนที่ยังไม่แต่งงานหรือยังไม่มีลูกครบจำนวนตามที่ต้องการนั้น จะไม่สามารถบอกได้เลยว่ารายจ่ายจะเป็นอย่างไรในอนาคต
ดังนั้น การคำนวณว่าเราจะต้องมีรายได้เท่าไรหรือพอร์ตลงทุนเท่าไรจึงจะทำให้เรามีความสุขค่อนข้างเต็มที่นั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย คำแนะนำก็คือเราควรจะมีเงินมากกว่าที่คิดว่าจำเป็นที่จะทำให้เรามีอิสรภาพทางการเงินซักเท่าตัว เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีความสุขค่อนข้างเต็มที่ตาม“ศักยภาพ”
เรื่องที่สามที่สำคัญมากและคนทั่วไปอาจจะไม่ตระหนักคือข้อสรุปที่ว่า เมื่อความต้องการทางด้านวัตถุและบริการพื้นฐานของเราได้รับการตอบสนองแล้ว งานที่เราพึงพอใจนั้นมีความสำคัญมากกว่าเงิน สิ่งที่คนเราต้องการนั้น ไม่ใช่สักแต่ว่าเป็นความสำเร็จ แต่จะต้องเป็นความสำเร็จที่เกิดจากความพยายามหรือความสามารถของเราไม่ใช่ความสำเร็จที่เกิดโดยโชคหรือความบังเอิญเช่น การถูกหวยหรือลอตเตอรี่หรือจากการพนัน เพราะจากการศึกษาพบว่า คนที่ถูกล็อตเตอรี่รางวัลแจ็คพอตนั้น หลังจาก 6 เดือนผ่านไป ความสุขกลับลดลง ผมเองคิดว่าคนที่เป็นนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จและมีเงินมาก หลังจากเลิกเล่นแล้ว แม้จะยังมีเงินแต่ความสุขน่าจะลดลงมาก
สำหรับ VI ที่ประสบความสำเร็จคิดว่าความสุขที่เกิดจากการได้เงิน จะเกิดขึ้นมากในช่วงแรก แต่ในระยะยาวต่อมาที่มีเงินมากขึ้นและมากขึ้น ความสุขจากการได้เงินเพิ่มก็จะลดน้อยลงแต่จะกลายมาเป็นความสุข ที่เกิดจากความรู้สึกว่าประสบความสำเร็จจากการลงทุนมากกว่า และนี่น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักลงทุนยังลงทุนต่อไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะมีเงินมากมายเหลือเฟือแล้ว
เรื่องที่สี่คือการศึกษาพบว่า คนที่มีความคิดแบบอนุรักษนิยมนั้น โดยทั่วไปมักจะมีความสุขมากกว่าพวกที่เป็นนักเสรีนิยม เหตุผลนั้นผมคิดว่าอาจจะเป็นเพราะคนที่มีความคิดแบบอนุรักษนิยม มักมีที่ “ยึดเหนี่ยว” มากกว่า พวกเขาศรัทธาและเชื่อต่อศาสนา ครอบครัว และขนบธรรมเนียมประเพณี โดยที่อาจจะไม่มีการ “ตั้งคำถาม” อะไรที่จะทำให้จิตใจว้าวุ่น ในขณะที่คนที่เป็นนักเสรีชนนั้น มักจะคิดมากกว่าและตั้งคำถามกับสิ่งเป็นอยู่ ซึ่งบ่อยครั้ง เขาอาจจะรู้สึกไม่เห็นด้วยและต่อต้าน - อย่างน้อยก็ในใจ และนั่นก็อาจจะทำให้พวกเขารู้สึก “แปลกแยก” และทำให้สุขน้อยลง
การศึกษายังสรุปด้วยว่า แหล่งความสุขนั้น อย่างน้อยมี 4 อย่างที่สำคัญและอยู่ในความควบคุมของเราเองไม่เกี่ยวกับเรื่องของเงิน นั่นคือ ความศรัทธา ครอบครัว เพื่อน และงาน คนเราจะสุขมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่ามีหรือสร้างสิ่งต่างๆเหล่านั้นในทางที่ดีๆไว้มากน้อยแค่ไหนด้วย คร่าวๆคือถ้าเราศรัทธาในคำสอนหรือศาสนา มีครอบครัวอบอุ่น มีเพื่อนสนิทสามารถปรึกษาหารือได้ และมีงานที่พอใจมีความสุขที่จะทำ เราจะสุขระดับหนึ่งแล้ว เมื่อเทียบกับคนที่ “ขาดตกบกพร่อง” ในประเด็นดังกล่าว
การเป็น VI นั้น คิดว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสียในแง่ความสุข เรื่องของพื้นฐานสุขภาพใจและกายที่เป็นเรื่องของยีนนั้น เราเลือกไม่ได้เป็นเรื่องของ “ดวง” แต่การเป็น VI โดยเฉพาะที่ประสบความสำเร็จพอสมควรนั้น คิดว่าจะช่วย “ปลดปล่อย” ความเครียดและความกังวลจากงานประจำ และน่าจะมีเวลาดูแลสุขภาพของตนเองได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้สุขมากขึ้น นี่เป็นข้อดีที่เห็นข้อแรก
เรื่องของเงินหรือความยากจนอาจทำให้ความสุขลดลง การเป็น VI น่าจะช่วยได้ไม่น้อย โดยเฉพาะถ้าลงทุนทบต้นไปเรื่อยๆ จะทำให้เม็ดเงินเพิ่มพูนขึ้นตามอายุของเราซึ่งจะสอดคล้องกับรายจ่ายที่มักเพิ่มขึ้นเมื่อมีลูกและต้องดูแลคนสูงอายุ ดังนั้นนี่ก็ส่งเสริมความสุข ประเด็นต่อมาคือเรื่องของงานหรือความสำเร็จจากการกระทำ เชื่อว่า VI ส่วนใหญ่น่าจะชอบการลงทุนของตนเอง พวกเขาอยากทำงานนี้ และจะมีความสุขเมื่อเห็นพอร์ตโตขึ้นอย่างมั่นคง นี่เป็นความสุขสำคัญ
สุดท้ายคิดว่าการเป็น VI อาจจะไม่ได้ช่วยให้เกิดความสุขเพิ่มคือเรื่องของแนวทางของความคิดและสังคม นั่นคือ VI นั้น อาจเป็นคนที่ “คิดมาก”กว่าปกติ หลายคนเป็น “ศิลปินเดี่ยว” มีความคิดอิสระอาจจะมีเพื่อนน้อย ซึ่งไม่ส่งเสริมการมีความสุข อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วการเป็น VI นั้น น่าจะเป็นหนทางมีความสุขมากขึ้น และมากกว่าคนอีกหลายอาชีพ






