วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เชิญ บันคีมูน มาไทย ทำไมหรือท่าน?

คุณสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ปฏิบัติหน้าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ในฐานะที่เป็นประธานที่ปรึกษาศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) บอกว่า มีแนวคิดที่จะเชิญ นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ มาให้คำแนะนำหาทางออกแก่ประเทศไทย เพื่อให้คืนสู่ความสงบสุข

โดยอ้างว่า เลขาฯ ยูเอ็น คนนี้ มีประสบการณ์และความชำนาญในการหาทางออก เรื่องความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ

คุณสุรพงษ์บอกว่า "หากไม่ทำเช่นนี้ ประเทศไทยจะขาดความเชื่อมั่นในสังคมโลก และทุกครั้งเวลาเกิดความขัดแย้งในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศซีเรีย ยูเครน อียิปต์ ยูเอ็นเดินทางไปทีหลัง จึงแทบจะไม่มีประโยชน์ใดเลย ถ้า ยูเอ็น สามารถเข้ามาก่อน เพื่อชี้แนะหาแนวทางออกร่วมกัน น่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เป็นแนวคิดที่จะเสนอที่ประชุม ศรส. ผมนอนคิดมาแล้ว ประชาชนตอนนี้ได้รับความเดือดร้อนทั้งประเทศ เกิดความแตกแยกในสังคมไทย ไม่อยากให้กรุงเทพฯ เหมือน สามจังหวัดชายแดนภาคใต้..."

คุณสุรพงษ์บอกนักข่าวว่า แนวคิดนี้ไม่ใช่เป็นการเชื้อเชิญให้มาแทรกแซงเรื่องภายในประเทศ แต่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ของเขา คำแนะนำความเป็นไปได้ที่จะมาใช้กับประเทศไทย มาให้ความรู้แก่คนไทย จะใช้หรือไม่ใช้เป็นการตัดสินใจของคนภายในประเทศ

รักษาการรัฐมนตรีต่างประเทศ ไม่ได้ใช้คำว่า "ไกล่เกลี่ย" แต่ดูเหมือนว่าจะมีคนตีความไปเช่นนั้นแล้ว

แต่ไม่ว่าจะเชิญ บัน คี มูน มาในบทบาทใด คำถามแรกก็คือว่ารัฐบาลรักษาการไทย กำลังจะบอกประชากรโลกใช่ไหม ว่าเราไม่สามารถหาทางแก้ปัญหาภายในของเราได้แล้ว?

คุณสุรพงษ์กำลังจะบอกคนไทยทั้งประเทศ ว่า เราต้องการให้องค์การสหประชาชาติมาแนะนำวิธีแก้ปัญหาให้เราใช่ไหม? เราหมดปัญญาที่จะแก้ไขเองแล้วใช่ไหม? รัฐบาลรักษาการของไทยไม่มีความคิดริเริ่มอะไร ที่จะนำไปสู่การเจรจาเพื่อหาทางออกให้กับประเทศของตนเองแล้วใช่หรือไม่?

บางคนบอกว่า รัฐบาล "จนมุม" แล้ว จึงต้องไปหาเลขาฯยูเอ็น มาช่วยปกป้องตนเอง และมีคนวิเคราะห์ว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ "โลกล้อมประเทศ" ของ ทักษิณ ชินวัตร เพราะคิดว่าหากอ้างว่าเป็นรัฐบาล "ที่มาจากการเลือกตั้ง" แล้ว จะพูดอะไรทำอะไร ประชาคมโลกก็จะยืนอยู่ข้างรัฐบาลหมด

ความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้นเลยก็ได้

เพราะว่าเมื่อเกิดความรุนแรง มีเด็กเสียชีวิตเพราะมีการยิงระเบิด รัฐบาลซึ่งเป็นผู้ "รักษาความสงบ" ก็ไม่อาจจะหาทางป้องกันได้ แถลงการณ์ทั้งจากเลขาฯ ยูเอ็น และประเทศอื่นๆ ก็ต้องการให้ผู้ปกครองประเทศดูแลไม่ให้เกิดเรื่องอย่างนี้

บ่อยครั้งที่รัฐบาลอ้างว่าแถลงการณ์จากต่างประเทศ ที่เรียกร้องให้คู่กรณีแก้ปัญหาความขัดแย้ง ด้วย "สันติวิธี ตามระบอบประชาธิปไตย" ว่าเป็นการสนับสนุนรัฐบาลนั้น เป็นการตีความเข้าข้างตนเองมากกว่า เพราะการประท้วงอย่างสันติก็เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และการปราบปรามการชุมนุมด้วยวิธีการที่ไม่ละมุนละม่อมนั้น ก็มิใช่วิถีประชาธิปไตยแต่อย่างไร

อย่างไรเสีย ก็ขอให้รัฐบาลไทยได้เข้าใจว่า คนเป็นเลขาธิการสหประชาชาติ ไม่ได้มีหน้าที่ "ไกล่เกลี่ย" ข้อขัดแย้งภายในประเทศของใคร ยกเว้นเสียแต่ว่าเป็นกรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง แต่ความขัดแย้งของไทยยังเป็นเรื่องภายในประเทศ ที่รัฐบาลรักษาการจะต้องหาทางออกให้กับบ้านเมือง ไม่อาจจะไปไหว้วานคนข้างนอกมาแก้ปัญหาให้กับตนเอง หรือให้ บัน คี มูน มาชี้นิ้วว่ารัฐบาลทำถูก ฝ่ายต่อต้านทำผิด อย่างที่คุณสุรพงษ์ดูเหมือนว่าจะคาดหวัง

ท่านรัฐมนตรีอาจจะลืมไปแล้วว่า ใครเป็นคนที่เคยพูดว่า "ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ"

ควรกล่าวไว้ด้วยว่า ความจำคนไทย ไม่ได้สั้นอย่างที่หลายคน...เคยกล่าวหา