วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปัญหาอยู่ที่ฝ่ายการเมือง ไม่ใช่อยู่ที่ไม่รู้วิธีการ

วิกฤตการณ์ทางการเมืองอันยืดเยื้อของไทย ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้บทสรุปอันจะนำไปสู่ทางออก

จริงๆ แล้ว ช่วงหลายปีที่ผ่านมาหลายภาคส่วนในประเทศ ก็ได้มีการจัดเสวนา ระดมความเห็น แม้จนกระทั่งการถอดบทเรียนจากประเทศอื่นๆ เพื่อหาแนวทาง หรือเป็นข้อมูลสำหรับการศึกษาเรียนรู้ให้แก่ด้านต่างๆ ในไทย อาจเรียกได้ว่าแทบทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ จะมีความพยายามของหลายภาคส่วนในการทบทวนบทเรียนที่ผ่านมา วิเคราะห์กันถึงข้อดีข้อด้อย รวมถึงการพยายามถอดบทเรียน หรือสะท้อนแนวทางการดำเนินงานในด้านนั้นๆ จากต่างประเทศ หรืออาจมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ มาบอกเล่าประสบการณ์ในประเทศของตนเอง

ล่าสุด ก็ได้มีการจัดเวทีความคิดเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย เป็นการรวมตัวกันขององค์กรวิชาชีพ กว่า 70 กลุ่ม เพื่อร่วมกันหาแนวทางปฏิรูปประเทศไทย ผ่านการหารือที่มุ่งเน้นค้นหาแนวทางที่เป็นประโยชน์สูงสุด ภายใต้แนวคิด "หยุดความรุนแรง เริ่มเจรจา เดินหน้าปฏิรูป" โดยได้จัดการเสวนาครั้งที่ 3 เนื้อหาสาระเป็นการเชิญผู้มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญด้านการปฏิรูปบนความขัดแย้งมาเป็นวิทยากร ภายใต้หัวข้อ "เรียนรู้ประสบการณ์ บทเรียน-กระบวนการปฏิรูปของต่างประเทศ" ประกอบด้วยวิทยากรอย่างนายอดัม คาเฮน นักออกแบบกระบวนการจัดการปัญหาสังคม

นายคาเฮน มีประสบการณ์การเจรจา ที่เคยร่วมสังเกตการณ์ในวงเจรจา ที่คู่ขัดแย้งไม่ได้มีเพียงสองฝ่ายเท่านั้น และมีประสบการณ์กว่า 20 ปี ในการมีส่วนเกี่ยวกับความขัดแย้งของหลายประเทศ เช่น โคลัมเบีย อินโดนีเซีย เขามองว่าความขัดแย้งของประเทศไทย ยังถือว่าไม่มากเท่ากับประเทศอื่นๆ และจากประสบการณ์ยืนยันว่าสามารถหาทางออกได้ สำหรับทางออกของประเทศไทย ด้วยปัญหาได้ซึมลึกในสังคมและซับซ้อน จึงใช้เวลา ความอดทน ที่สำคัญต้องทำให้ภาคสังคมมีความรู้สึกว่ามีส่วนร่วมในการเจรจาด้วย ในส่วนของการปฏิรูปนั้น วิธีการที่ดีที่สุดไม่ใช่เพียงเป็นข้อเสนอเท่านั้น แต่ต้องมีการลงมือสร้างให้เป็นจริง อยู่บนพื้นฐานที่ทุกภาคส่วนมีความสำคัญเท่ากัน

แนวทางการปฏิรูปของนายคาเฮน นั้น ระบุว่า จะต้องมีทั้งความมีส่วนร่วมของรัฐบาลและหน่วยงาน องค์กรที่ไม่ใช่ของรัฐ เป็นแนวทางที่เป็นไปได้และเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ แนวคิดนี้เรียกว่า "โซเชียล แล็บ" หรือ ห้องปฏิบัติการทางสังคม เป็นกระบวนการที่สามารถส่งผลทั้งระบบสังคมโดยรวม ออกแบบมาเพื่อการมีส่วนร่วม แต่จะต้องลงมือทำทันทีในการปฏิรูป ยิ่งมีความขัดแย้ง ยิ่งสมควรที่จะต้องทำ เพราะหากมัวแต่รอให้สถานการณ์นิ่งก่อน ย่อมไม่มีวันที่จะสามารถปฏิรูปประเทศได้เลย

จะเห็นได้ว่า แนวทางหรือวิธียุติความขัดแย้ง ไม่ได้เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ หรือไม่ใช่ว่าทุกฝ่ายไม่ทราบเลยเกี่ยวกับวิธีการยุติความขัดแย้ง เพราะว่าทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ ก็มีการวิเคราะห์ และมีการถอดบทเรียนมากมาย จึงเห็นได้ว่า บทเรียนต่างๆ นั้น มีอยู่ ดังนั้นปัญหาในปัจจุบัน ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่การไม่มีบทเรียนหรือไม่มีความรู้ ไม่มีแนวทางปฏิรูปหรือแนวทางยุติความขัดแย้ง แต่ปัญหาน่าจะอยู่ที่การคิดอยู่แต่เรื่องอำนาจ ผลประโยชน์ และ พรรคพวก...มากกว่า