วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การบริหารจัดการสภาพคล่องในภาวะวิกฤติ

เป็นช่วงเวลาแห่งความท้าทาย ของบรรดานักการตลาดของค่ายธุรกิจต่างๆ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

ความเชื่อมั่นการบริโภค การใช้จ่าย หดตัวอย่างต่อเนื่องสืบเนื่องจากเหตุการณ์ทางการเมืองยืดเยื้อ และมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นเป็นระยะๆ จากก่อนหน้านี้การชุมนุมลากยาวแต่ไร้เหตุรุนแรง ทำให้เชื่อมั่นว่าผลกระทบที่มี "ไม่มาก" และน่าจะฟื้นตัวกลับได้ในระยะเวลารวดเร็ว

สิ้นสุดเดือนที่ 2 ของปี เริ่มเห็นผู้ประกอบการหลายรายลดท่าทีมั่นใจต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ กำลังซื้อ ประกาศปรับแผนธุรกิจ ลดการลงทุน เบรกการพัฒนาโครงการใหม่ แม้กระทั่งชะลอการทำตลาด หลังจากประเมินแล้วว่าทุ่มเม็ดเงินลงไปก็ "ไม่คุ้ม" แม้จะลดแลกแจกแถมกันอย่างดุเดือด แต่บรรยากาศซื้อขายกลับไม่คึกคักเพราะคนไม่มีอารมณ์ใช้จ่าย

ประเมินบวกต่างมองว่า "ครึ่งปีหลัง" มีโอกาสฟื้นตัวหากปัญหาการเมืองสามารถยุติลงได้ภายในไตรมาสแรกนี้ ขั้นเลวร้ายสุด หากลากยาวไปมากกว่าไตรมาสแรกสู่ไตรมาสสองซึ่งเป็นช่วงซัมเมอร์ "ไฮซีซัน" ของหลายธุรกิจทั้งค้าปลีก ท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ภัตตาคาร การเดินทาง ฯลฯ ตลาดที่ซบเซาอยู่แล้วจะยิ่งทรุดตัวหนัก แทบไม่มีแรงส่งสู่ "ครึ่งปีหลัง"

ยอดขายที่ชะลอตัวและอาจถึงขั้น "ติดลบ" ในบางธุรกิจ สะท้อน "สภาพคล่อง" ที่หากยังคงอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ถอยก็ไม่ดี เดินหน้าก็ไม่ได้ จะรักษาฐานรายได้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่ไม่ลดน้อยลงในสัดส่วนเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร โดยเฉพาะต้นทุนค่าจ้างแรงงาน ค่าใช้จ่ายหลักที่มีสัดส่วนสูงสุดของทุกธุรกิจ

ธุรกิจจำเป็นต้องหาวิธีบริหารจัดการที่ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกด้าน โดยคำนึงถึงขีดความสามารถทางการแข่งขันทั้งระยะยาว ระยะกลาง ระยะสั้น กรณี "เบรกการลงทุน" ขณะที่คู่แข่งเดินหน้าขยายกิจการ อาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสทางการตลาดตลอดกาลหรือไม่อย่างไร ต่อให้ "ทุนหนา สายป่านยาว" ก็ต้องรอบคอบ ยิ่ง "ทุนน้อย สายป่านสั้น" ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นเท่าตัว

ทฤษฎีในวิกฤติย่อมมีโอกาสใช้ได้ทุกยุคแต่นักการตลาดต้องค้นให้พบ ตีโจทย์ให้แตก ทบทวนสถานการณ์เพื่อดูว่า "แบรนด์ใด" กำลังอ่อนแอ อ่อนล้า เป็นจังหวะที่จะแทรกและสร้างตลาดโดยไม่จำเป็นต้องใช้ทุนมหาศาล เราสามารถฉวยโอกาสระหว่างที่คู่แข่งกำลังตระหนกตกใจพลิกสถานการณ์ขึ้นเป็น "ผู้คุมเกม" ที่อาจหมายถึงการพลิกตลาดแห่งอนาคตได้อย่างฉับพลันอีกด้วย

นั่นหมายถึงองค์กรที่มีความพร้อมย่อมได้เปรียบสูงสุดไม่ว่ายักษ์ใหญ่หรือเล็กพริกขี้หนู โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือ กลุ่มเอสเอ็มอี ยามที่วิกฤติมาเยือนมักสะเทือนกิจการเหล่านี้เป็นลำดับแรกๆ องค์ความรู้บนโลกแห่งข้อมูลข่าวสาร และประสบการณ์หลากหลายวิกฤติที่ผ่านมาบ่มเพาะมาไม่น้อยต้องประยุกต์ใช้ช่วยตัวเองได้บ้างไม่มากก็น้อย

แต่สิ่งที่เหมือนกันในทุกวิกฤติการณ์ หรือแม้ในยามเศรษฐกิจ ธุรกิจรุ่งเรือง รุ่งโรจน์ คือ การบริหารจัดการสภาพคล่องทางธุรกิจ กระแสเงินสดไหลเวียนเข้าออกต้องสมดุล เปี่ยมประสิทธิภาพ ขายน้อยแต่กำไรงาม เรียกว่า Low Profile High Profit น่าจะดีกว่ายอดขายถล่มทลายแต่หักลบกลบหนี้แล้วเข้าเนื้อไม่เหลือกำไร เห็นทีต้องม้วนเสื่ออย่างเดียว!!