จะมีการเจรจาระหว่างรัฐบาลรักษาการ กับฝ่ายประท้วงของ กปปส. จริงแท้แค่ไหนหรือไม่
และจะสามารถต่อรองกันเพื่อหาทางออกได้อย่างจริงจังหรือไม่ สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ ก็คือ การที่จะต้อง
1.หยุดความรุนแรงทุกรูปแบบ
2.เริ่มกระบวนการเจรจา
3.วางแนวทางการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง
หากไม่เริ่มข้อ 2 ก็จะไปสู่ข้อ 1 ไม่ได้ และยิ่งจะบรรลุถึงข้อ 3 ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้
ที่สะท้อนถึงความสลับซับซ้อนของปัญหา คือ ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของนักการเมือง ที่จะไม่ยอมเสียสละเพื่อการก้าวข้ามความขัดแย้ง
เช่น ที่ตกลงกันไม่ได้ไม่ใช่เรื่องยุติความรุนแรง หรือหัวข้อการปฏิรูป หากแต่อยู่ที่ว่าหากฝ่ายหนึ่งยอมตามเงื่อนไขหลักของอีกฝ่ายหนึ่ง จะมีการคืนทรัพย์สินที่ถูกยึดไป หรือสัญญาว่าจะมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อล้างความผิดทั้งหมดให้หรือไม่ อย่างไร
แปลว่า ผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ การยุติความขัดแย้งเพื่อให้ประเทศเดินต่อไปได้นั้น มีความสำคัญน้อยกว่าผลประโยชน์ส่วนตนของคนที่อยู่ในความขัดแย้ง
นี่คือ อุปสรรคที่ทำให้สังคมไทยยังติดอยู่ในกับดักแห่งความชั่วร้าย ผู้คนเกลียดชังกันมากขึ้น และเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะคับขัน
ประเด็นเรื่อง “ปฏิรูปประเทศ” จึงไม่คืบหน้า เพราะตกลงกันเรื่อง “แล้วฉันจะได้อะไร?” ไม่ได้
สำรวจแล้วทุกเวทีที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูป มีเป้าหมายละม้ายคล้ายกัน
อันดับหนึ่ง คือ การปฏิรูปทุกด้านของประเทศ เพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน
ตามมาด้วยการปฏิรูปการเมือง การกระจายอำนาจการปกครองจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเริ่มตั้งแต่ตำรวจไปถึงอัยการและระบบศาล
ผมมองว่า เป้าหมายหลักของการปฏิรูป ไม่ว่าจะเป็นข้อไหนจะต้องแก้ปัญหา “ความเหลื่อมล้ำ” ระหว่างคนชนบทกับคนกรุงให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะว่าหนึ่งในประเด็นของความขัดแย้งในสังคมไทย คือ การที่คนต่างจังหวัดมีโอกาสน้อยกว่าคนในเมือง ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนถ่างมากขึ้น และผู้มีอำนาจรัฐสามารถกลั่นแกล้งข่มขู่ผู้ด้อยโอกาสได้อย่างไร้การปกป้องดูแล จากกระบวนการยุติธรรมเพียงพอ
การปฏิรูปบ้านเมือง เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา หากว่าจะมีการตกลงระหว่างรัฐบาลรักษาการ และ ฝ่าย กปปส. ในหัวข้อนี้ ก็จะต้องนำสู่การตั้งตัวแทนจากผู้คนทุกสาขาวิชาชีพ ในอันที่จะเขียนกติกาใหม่ มิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของความขัดแย้ง เป็นผู้กำหนดทิศทางหรือเนื้อหาของการปฏิรูป
ดังนั้น ข้อตกลงใดๆ อันเกิดจากการเจรจา จะต้องมี “รัฐบาลเฉพาะกาล” คู่ขนานไปกับ “สภาปฏิรูป” ที่ต้องทำงาน เพื่อให้ตรงกับเป้าหมายที่ประชาชนได้เรียกร้องมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มสีไหน เพราะหากว่ารวบรวมวิเคราะห์เป้าหมายของคนทุกกลุ่ม ที่อยู่ในความขัดแย้งแล้ว จุดมุ่งหมายสำหรับประเทศไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
ที่เห็นแย้งกันจนเกิดปัญหาให้กับประเทศถึงวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่การเรียกร้องให้ปฏิรูปประเทศ ไม่ได้อยู่ที่วาทกรรมเรื่อง “ไพร่” หรือ “อำมาตย์” ด้วยซ้ำไป เพราะว่าไม่มีฝ่ายไหนบอกว่าจะไม่ช่วยเหลือชาวนา ไม่มีฝ่ายไหนบอกว่าไม่ต้องการแก้ปัญหาความยากจนของคนชนบท ไม่ว่าฝ่ายไหนจะเรียกตัวเองว่า “หัวก้าวหน้า” หรือ “อนุรักษนิยม” ก็ตาม
ประเด็นความขัดแย้ง อยู่ที่ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าอีกฝ่ายหนึ่งปกป้องทักษิณและพวก ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งต่อต้านทักษิณทุกวิถีทาง
หากแยกเรื่องทักษิณกับอนาคตของประเทศ ออกจากประเด็นการเจรจา เพื่อหาทางออกให้กับบ้านเมืองได้ บางที...เราอาจสามารถเห็นแสงสว่างที่ปลายถ้ำได้ไม่ยากเกินไป และคนไทยจะได้ไม่ต้องฆ่ากันเอง เพียงเพราะบุคคลคนเดียวหรือกลุ่มเดียว...อย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้






