เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทางคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูปได้มีการจัดเสวนาทางวิชาการ
เรื่อง ก้าวข้ามพ้นนโยบายรับจำนำข้าวสู่การปฏิรูปภาคเกษตรกรรมและยุทธศาสตร์ครัวโลก และ ได้ใช้โอกาสนี้ในการเผยแพร่การประเมินตัวเลขเศรษฐกิจกันใหม่หลังผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองปรากฏชัดขึ้น
ผมมองเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยครึ่งปีแรกมีความเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจจะขยายตัวติดลบหรือไม่มีการเติบโตเลยโดยความเสียหายและผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจการลงทุนและค่าสูญเสียโอกาสเบื้องต้นที่เกิดขึ้นแล้วไม่น่าจะต่ำกว่า 4.9 แสนล้านบาทจากวิกฤตการณ์ทางการเมือง
เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกจะขยายตัวติดลบและแนวโน้มเศรษฐกิจไตรมาสสอง อาจขยายตัวติดลบต่อเนื่องหรือขยายตัวไม่ถึง 1% ทำให้เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกมีอัตราการเติบโตเพียง 0.5%-(-0.5%) หรือไม่มีการเติบโตเลย การเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพค่อนข้างมากเป็นผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองเป็นหลัก ทั้งที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนส่งผลให้ภาคส่งออกของไทยขยายตัวเป็นบวก แต่ภาคท่องเที่ยวไทยชะลอตัวลงจากปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง ปัญหาความล่าช้าของการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐและการได้รับเงินล่าช้าของชาวนาจากโครงการรับจำนำข้าว ฉุดกำลังซื้อและการบริโภคในต่างจังหวัด ส่งกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กขาดสภาพคล่องทั้งระบบ โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก คือ ธุรกิจอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้า ธุรกิจขายรถยนต์ในประเทศ สินค้า OTOP เป็นต้น โดยความเสียหายและผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจการลงทุนและค่าสูญเสียโอกาสเบื้องต้นที่เกิดขึ้นแล้วไม่น่าจะต่ำกว่า 4.9 แสนล้านบาท
ทางคณะเศรษฐศาสตร์ และ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป ได้ปรับประมาณการอัตราการขยายทางเศรษฐกิจของไทยปี พ.ศ. 2556 จากเดิม 3% ปรับลดลงมาที่ 2.9% เป็นผลมาจากอัตราการขยายตัวของการส่งออกที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ (ปรับประมาณการจากขยายตัว 1% มาเป็นการหดตัวที่ระดับ -0.6%) นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐเกิดการชะงักงันในช่วงไตรมาสสี่ การท่องเที่ยว การบริโภคและการลงทุนชะลอตัวลงจากผลกระทบของวิกฤตการณ์ทางการเมือง
การปรับประมาณการตัวเลขการคาดการณ์เศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2557 (ซึ่งได้คาดการณ์ไว้ พ.ย. 2556 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากตารางแนบ) โดยคาดกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ -0.5% - 2.5% โดยโอกาสของเศรษฐกิจไตรมาสแรกติดลบมีความเป็นไปได้สูง หากวิกฤตการณ์ทางการเมืองยืดเยื้อและไม่ได้รับการแก้ไข จุดเริ่มต้นของภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอันยาวนานจะปรากฏชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี พ.ศ. 2557 ขณะที่ไทยจะสูญเสียโอกาสจากการเป็นศูนย์กลางประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในปี พ.ศ. 2558
ผลกระทบของวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจสามารถแยกออกเป็นกรณีดังต่อไปนี้ (โปรดดูเอกสารแนบในรายละเอียด อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจรายไตรมาส)
กรณีแรก: ดีที่สุดสามารถจัดการเลือกตั้งได้เรียบร้อยภายในเดือนเมษายนและสามารถเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้ และ วิกฤตการณ์ทางการเมืองคลี่คลายลงโดยไม่มีความรุนแรงขนาดใหญ่เพิ่มเติม คาดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นประมาณ 25% การจัดทำงบประมาณปี 2558 จะล่าช้าประมาณ 3-4 เดือนอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระดับ 2.5%
กรณีที่สอง: มีคำตัดสินของศาลหรือ ป.ป.ช. นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบางส่วนหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีผู้รักษาการแทนต่อและมีการจัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่ภายในไตรมาสสอง โดยไม่มีความรุนแรง คาดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ประมาณ 10% การจัดทำงบประมาณปี 2558 ล่าช้ากว่า 6 เดือนอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระดับ 2%
กรณีที่สาม: มีคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญหรือ ป.ป.ช. และนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบางส่วนหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีผู้รักษาการแทนต่อและมีการจัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่โดยไม่มีความรุนแรง รัฐบาลรักษาการต่อเนื่องจนถึงครึ่งปีหลัง คาดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ประมาณ 10% การจัดทำงบประมาณล่าช้าไม่ต่ำกว่า 8 เดือน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระดับ 1%
กรณีที่สี่: มีคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญหรือ ป.ป.ช. และนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบางส่วนหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีผู้รักษาการแทนต่อและมีการจัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่โดยมีความรุนแรงเกิดขึ้น คาดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ประมาณ 10% การจัดทำงบประมาณล่าช้าไม่ต่ำกว่า 10 เดือนอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระดับ 0%
กรณีที่ห้า: มีคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญหรือ ป.ป.ช. แล้ว เกิดความรุนแรงทางการเมืองและการนองเลือดขนาดใหญ่ ไม่สามารถจัดทำงบประมาณปี 2558 ได้และมีการรัฐประหารหรือเกิดสภาพรัฐล้มเหลวและอนาธิปไตย ในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่ามีโอกาสเกิดขึ้น 45% เศรษฐกิจปี 2557 หดตัว มีอัตราการเติบโตติดลบ -0.5% เป็น Political crisis-driven recession และเกิดการสูญเสียความเชื่อมั่นต่อระบบต่างๆ ของประเทศ
ปี 2557 จะเป็นปีเริ่มต้นของทศวรรษแห่งความถดถอยและเติบโตต่ำ อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยสามารถก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาวิกฤติไปได้จนก่อให้เกิดการปฏิรูปอย่างรอบด้านและประชาธิปไตยสมบูรณ์ ประชาชนจะอยู่ในสภาวะใหม่ซึ่งมีคุณภาพชีวิตและประเทศจะเจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างชัดเจนหลังวิกฤติใหญ่ผ่านไป
การบริโภคการลงทุนชะลอตัวอย่างชัดเจนโดยคาดว่าการบริโภคจะขยายตัวเพียง 0.5-1.5% ภาคการลงทุนเติบโต -0.25-2% รายได้จากภาคการท่องเที่ยวอาจไม่มีการขยายตัวเลยในช่วงครึ่งปีแรกโดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดือนมกราคมปี พ.ศ. 2557 เติบโตร้อยละ 0.6 ขณะที่ภาคส่งออกเร่งตัวขึ้นจากการกระเตื้องขึ้นของตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกา ยูโรโซนและตลาดอาเซียนยังขยายตัวดี โดยคาดว่าอัตราการเติบโตของการส่งออกจะอยู่ที่ 6% ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาสแรกปีนี้หดตัวหรือติดลบไม่ต่ำกว่า -0.5 (-0.5) - (-1.5) ขณะเดียวกันอัตราการขยายตัวในไตรมาสสองยังคงมีโอกาสติดลบได้อีก หากวิกฤตการณ์ทางการเมืองไม่มีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น
อ่านต่อวันจันทร์ที่ 3 มี.ค. 57






