ขอกล่าวสวัสดีท่านผู้อ่านทุกๆ ท่านหลังจากคอลัมน์ สานฝันให้นายก นี้ห่างหายไปนานมากการกลับมาครั้งนี้มีเหตุผล 2 ประการ
ประการแรก การเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบันในภาวะวิกฤติ ประการที่สอง ขอใช้สิทธิการแสดงออกของพลเมืองไทยซึ่งไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความรู้และประสบการณ์วิชาชีพด้านพลังงานไฟฟ้าของผู้เขียนเอง เป็นความเห็นที่มีเนื้อสาระเกี่ยวกับการได้มาซึ่งผู้แทนปวงชนชาวไทย ซึ่งในปัจจุบันเป็นผลผลิตของกระบวนการเลือกตั้ง เพื่อทำให้พวกเราปวงชนชาวไทยมีพลังอำนาจในการใช้อธิปไตยของพวกเราได้อย่างสมบูรณ์อยู่เหนือฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ซึ่งจะทำให้ประชาธิปไตยจะมีคุณค่าไม่เป็นแค่เพียงการไปทำเครื่องหมายกากบาทลงคะแนนเสียงเพียง 3 วินาทีเท่านั้น
ปัจจุบันพวกเรามีสิทธิเลือกอะไรจากระบบพรรคการเมือง
ปัจจุบันสิ่งที่พวกเราคนไทยผู้ไปลงคะแนนเลือกตั้งทุกคน มีสิทธิในการเลือกเพียง 2 ประการ คือ ประการแรก “ไม่เลือกอะไรเลย” (Vote No) ประการที่สอง “เลือกพรรคหรือผู้สมัครพรรคใดพรรคหนึ่ง”(Vote For Only One)
เมื่อพวกเราตัดสินใจจะเลือกผู้สมัครสักคน ตัวเลือก (Choice) ทั้งโดยกฎหมายและทางปฏิบัติของประเทศไทยเราคือ ผู้สมัครเป็นผู้มีอายุไม่น้อยกว่ายี่สิบห้าปีบริบูรณ์ เป็นสมาชิกพรรคการเมืองและมีคุณสมบัติอื่นตามที่กฎหมายกำหนดเป็นผู้ที่พรรคส่งลงเป็นผู้สมัคร ซึ่งแต่ละพรรคใช้วิธีการเลือกสมาชิกของพรรคแตกต่างกัน เช่น คัดเลือกโดยบุคคลหรือคณะบุคคลในพรรคโดยนายทุนของพรรคและผู้มีอิทธิพลนอกพรรค ที่โดดเด่นในขณะนี้ เช่น พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร สำหรับพรรคเพื่อไทย เป็นต้น
หลายๆ ครั้งผู้แทนของพรรคเป็นตัวเลือกที่ไม่ดี ไม่มีคุณภาพ อันมีเหตุผลหลักเนื่องจากความคับแคบผูกขาดอยู่เฉพาะบางคนบางกลุ่มบางตระกูล ไม่เปิดโอกาสให้แก่พี่น้องคนไทยกลุ่มต่างๆ อย่างทั่วถึง ขาดความโปร่งใสขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของสมาชิกพรรคแต่ละพรรค ไม่มีระบบการเลือกขั้นต้น (Primary Vote) ส่งผลให้พวกเราใช้สิทธิที่จะไม่เลือกอะไร (Vote No) หรือใช้สิทธิที่จะไม่ไปลงคะแนนเลือกตั้ง (No Vote) แม้จะต้องสูญเสียสิทธิทางการเมืองบางประการในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ปัจจุบันพวกเราไม่มีสิทธิเลือกอะไรและเราสูญเสียสิทธิอะไร
เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายและวิถีทางการเมืองในปัจจุบัน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทยทุกคน ไม่มีสิทธิจะเลือกกลุ่มคนที่สำคัญของประเทศบางกลุ่ม เช่น กลุ่มผู้มีอายุตั้งแต่สิบแปดปีแต่น้อยกว่ายี่สิบห้าปีแม้ว่าคนกลุ่มนี้มีสิทธิเลือกตั้ง กลุ่มอาชีพต่างๆ จากภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ท่องเที่ยวและการค้ารายย่อยเช่น ชาวนาเกษตรกรอื่นๆ กรรมกรผู้ใช้แรงงานหาเช้ากินค่ำ ข้าราชการและพนักงานของรัฐ ผู้ประกอบการผู้ค้ารายย่อย เป็นต้น แม้ว่ากลุ่มอาชีพเหล่านี้ก็เป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศเช่นกัน
เมื่อไม่มีสิทธิเลือกดังกล่าว คนไทยทุกคนจึงสูญเสียสิทธิที่จะมีผู้แทนในสภาที่เป็นคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ชาวนา เกษตรกรอื่นๆ และกรรมกร ที่จะเข้าไปสะท้อนปัญหา เสนอกฎหมาย กลั่นกรองและให้ความเห็นชอบกฎหมายเพื่อเป็นกรอบกติกาแนวทางให้รัฐบาลและองค์กรต่างๆ ในสังคม นำไปแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศเรื่องโลกสมัยของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ เทคโนโลยี สิทธิทำกิน ที่ดิน การประกอบอาชีพ ความเท่าเทียม พลังงาน และโอกาสทางทรัพยากรต่างๆ
ลงคะแนน 1 คน 1 เสียง ที่ยิ่งใหญ่ของเรานอกจากสิทธิในเลือกผู้แทนแล้วควรมีสิทธิอะไร
ในกรอบของการเลือกตั้งแบบระบบพรรคการเมืองในปัจจุบันนี้ หนึ่งกากบาทหรือ 1 เสียงของพวกเราระหว่างการลงคะแนนเป็นโอกาสแสดงสิทธิได้เพียง 2 ประการเท่านั้น ประการแรก คือ ไม่เลือกผู้สมัครคนหนึ่งคนใด หรือ “งดออกเสียง” และประการที่สอง คือ เลือกผู้สมัครเพียงหนึ่งคนเป็นผู้แทน หรือ “เห็นชอบให้เป็นผู้แทน” ซึ่งเป็นสิทธิเพียง 2 ใน 3 ของสิทธิการลงคะแนนเท่านั้น ผลส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นหลังการลงคะแนนเลือกตั้งคือ ผู้สมัคร 1 คน ได้รับเลือกเป็นผู้แทน ขณะที่ผู้สมัครส่วนที่เหลือไม่ได้เป็นผู้แทน
พวกเราต้องการสิทธิการไปกากบาท 1 เสียงเพื่อลงคะแนนเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ คือ การคัดเลือกผู้สมัครเพียงหนึ่งคนออกจากระบบการเมือง เป็นสิทธิที่บอกว่า “ไม่เห็นชอบให้เป็นผู้แทน” ทำให้สิทธิการลงคะแนนครบถ้วนสมบูรณ์ 3 ประการ คือ งดออกเสียง เห็นชอบ และไม่เห็นชอบ กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือระหว่างกากบาทลงคะแนน 1 เสียง พวกเราจะมีสิทธิที่จะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ “คัดผู้สมัครเข้าสภา คัดผู้สมัครออกจากระบบการเมือง และงดออกเสียง” ผลที่จะเกิดขึ้นหลังการลงคะแนนเลือกตั้งก็สมบูรณ์ คือ ผู้สมัคร 1 คนได้รับเลือกเป็นผู้แทน ผู้สมัครส่วนหนึ่งไม่ได้เป็นผู้แทน และผู้สมัครอีกส่วนหนึ่งถูกตัดสิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้งภายใต้เงื่อนไขและช่วงระยะเวลาที่กำหนด
สิทธิไม่เห็นชอบให้เป็นผู้แทนหรือสิทธิในการคัดผู้สมัครออกจากระบบการเมือง ที่เพิ่มขึ้นนั้น ทางคณิตศาสตร์คือการให้แต้มลบแก่ผู้สมัครคนนั้น เมื่อนับคะแนนรวมทั้งหมดแล้วปรากฏว่าผู้สมัครคนใดได้คะแนนลบ ก็ตัดสิทธิทางการเมืองของผู้สมัครผู้นั้น เช่น สิทธิการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง สิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้ง สิทธิการดำรงตำแหน่งทางการเมือง สิทธิการมีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมทางการเมืองที่สำคัญ ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด เป็นต้น สิทธินี้ทำให้ประชาชนมีอำนาจโดยตรง รวดเร็ว และเด็ดขาดในการคัดผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ด้อยคุณภาพออกจากระบบการเมืองตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มแรกโดยไม่ต้องรอ กกต. รัฐสภา หรือองค์กรอื่นๆ ที่เชื่องช้าและบางครั้งก็ด้อยประสิทธิภาพ
กล่าวโดยสรุป การปฏิวัติการลงคะแนนเลือกตั้งโดยเพิ่มสิทธิผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้สมบูรณ์ดังที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้พวกเราปวงชนชาวไทยสามารถใช้อำนาจอธิปไตยที่สำคัญ คือ การคัดผู้สมัครด้อยคุณภาพออกจากระบบการเมือง หมดโอกาสที่จะเข้ามาสร้างความเสียหายให้กับส่วนรวมและประเทศชาติ
อ่านต่อพรุ่งนี้ (28 ก.พ. 57)
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ผูกพัน และไม่ใช่ในนามของพนักงาน PEA






