การปฏิรูป ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้ระบอบการเมืองแบบไหน ประชาธิปไตยหรืออำนาจนิยม ในเบื้องหลังย่อมหนีไม่พ้น กรอบความคิดหรืออุดมการณ์
เรื่อง ยุทธศาสตร์ความเจริญเติบโต ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ และ การจัดการด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ คำถามที่สำคัญ อยู่ที่ว่า กรอบความคิดหรือทางเลือกแบบไหนที่ทำให้เกิดนโยบายซึ่งส่งผลลัพธ์ด้านความสำเร็จหรือความล้มเหลวในระยะยาวดีกว่ากัน
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจนถึงวันนี้เป็นเวลาประมาณ 60 ปี เราได้เห็นความแตกต่างกันค่อนข้างมากในช่วง 30 ปีแรก (1950-1980) และ 30 ปีหลัง (1980-ปัจจุบัน) ในด้านความเจริญเติบโต ความเสมอภาคในรายได้และทรัพย์สินรวมทั้งเสถียรภาพ ในวิถีทางของทุนนิยมยุทธศาสตร์และเส้นทางการพัฒนา โลกในช่วง 30 ปีแรก เหมือนเป็นยุคทองของโลกทุนนิยม ทั้งโลกไม่ว่าภูมิภาคไหนแม้กระทั่งทวีปแอฟริกาเติบโตในอัตราที่สูงและมีเสถียรภาพเงินเฟ้อค่อนข้างต่ำ (จนกระทั่งการมาเยือนของวิกฤตการณ์น้ำมันในกลางทศวรรษ 70) นอกจากนี้โลกเสรีก็ค้าขายกันหนาแน่น ในทางตรงกันข้ามเหมือนหนังคนละม้วน โลกในช่วง 30 ปีหลัง ความไร้เสถียรภาพมีมากขึ้นเงินเฟ้อที่สูงมาพร้อมกับการว่างงาน (stagflation) เศรษฐกิจโลกโตในอัตราที่ช้าลงความไม่เท่าเทียมกันสูงขึ้น วิกฤติทางเศรษฐกิจและการเงินเกิดขึ้นถี่และบ่อยในบริบทที่โลกผนึกกันแน่นหนาขึ้น โดยเฉพาะการเครื่องย้ายของการลงทุนและทุนทางการเงิน
อิทธิพลหรือมรดกเชิงความคิดและประสบการณ์สำหรับโลกในช่วงแรกหลังสงครามที่มีอเมริกาเป็นผู้นำทั้งในการจัดระเบียบและบริหารเศรษฐกิจโลกเสรีนั้นได้แก่ความไร้เสถียรภาพของระบบทุนนิยมในช่วงทศวรรษ 1930 ที่ประเทศหรือรัฐยังไม่มีสถาบันและไม่สามารถควบคุมกำกับดูแลกลไกตลาดเสรีเพื่อให้เศรษฐกิจมวลรวมอยู่กับร่องกับรอย คนทั่วไปมีความมั่นคงในชีวิต การก่อตัวของ new deal ในสหรัฐและรัฐสวัสดิการพื้นฐานในยุโรปการให้ความสำคัญนโยบายเศรษฐศาสตร์ Keynesian ที่รัฐจะต้องเสริมภาคเอกชนเพื่อให้เกิดการจ้างงานเต็มที่และลดความผันผวนจากวัฏจักรเศรษฐกิจล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องชี้ว่าระบบทุนนิยมหรือตลาดเสรีต้องให้ความสำคัญกับรัฐ ตลาดกับการวางแผนโดยรัฐจำเป็นต้องอยู่คู่กัน
อำนาจมีลักษณะเป็นพลวัต ผ่านเครือข่ายทางสถาบันหลักของโลกทั้งหลาย (IMF ธนาคารโลก GATT หรือ WTO G7-G20 OECD เป็นต้น) โอกาสและขีดจำกัดในการใช้อำนาจของอเมริกาเพื่อเป้าหมายของตนเองในสองช่วงนั้นก็ต่างกัน อเมริกาเคยแยกตัวจากโลกโดยใช้ลัทธิมอนโรเป็นเวลานานช่วง 30 ปีแรกเป็นช่วงสูงสุดของการมีและการใช้อำนาจของสหรัฐซึ่งโดยบังเอิญมีส่วนช่วยและเป็นผลดีต่อการผงาดขึ้นของโลกที่ 3 จำนวนหนึ่งโดยเฉพาะในเอเชียเป็นเรื่องแปลกที่แม้มีอำนาจมากแต่กลับไม่บงการและบังคับให้ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ในเรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนาตราบใดที่ไม่เป็นคอมมิวนิสต์
เรามักคุ้นเคยกับการเห็นอเมริกาตั้งแต่ยุค Reagan ในต้นทศวรรษ 80 เป็นต้นมา เป็นเจ้ากี้เจ้าการหรือใช้อำนาจบาตรใหญ่ต้องการให้โลกเสรีเปิดตลาดทุกตลาดให้เสรีและต้องเป็นประชาธิปไตยแม้ว่าโดยพฤติกรรมมันฟ้องว่าอเมริกาก็มือถือสากปากถือศีลหรือหน้าไหว้หลังหลอก เช่น อเมริกาไม่เคยเปิดตลาดเสรีสินค้าเกษตรหรือแม้กระทั่งอุตสาหกรรมเหล็กให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา ครั้งหลังสุดน่าจะเป็นเรื่องการแทรกแซง หรืออุ้มสถาบันการเงินของตัวเอง ในวิกฤติปี 2008 ทั้งๆ ที่ก่อนหน้า อเมริกาเคยสอนให้ประเทศอื่นมีวินัยใช้หลักการแข่งขันกันทางกลไกทางตลาด ถ้าสถาบันทางการเงินต้องล้ม เป็นต้น
อเมริกาหันมาใส่ใจกับลัทธิตลาดเสรี บางทีเรียกกันว่า ลัทธิเสรีนิยมใหม่ (neo-liberalism) หรือฉันทามติวอชิงตัน (Washington Consensus) ในช่วงที่ทุนนิยมของประเทศก้าวหน้าเริ่มถดถอยและเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ Margaret Thatcher ต้องการปฏิวัติประเทศอังกฤษโดยลดบทบาทของรัฐรวมทั้งอำนาจการรวมตัวของแรงงานโดยทั้ง Reagan และ Thatcher เชื่อว่าบทบาทของรัฐในอดีตที่ใหญ่ขึ้นเป็นที่มาของอุปสรรคของอัตราความเจริญเติบโตที่ลดต่ำลง การถดถอยของกำไรจากทุนซึ่งเป็นหัวใจของระบบทุนนิยม ความได้เปรียบของอังกฤษและอเมริกาทางด้านทุนทางการเงินและเศรษฐกิจภาคบริการซึ่งเข้ามาแทนที่การลดลงของอุตสาหกรรมการผลิตทำให้ประเทศทั้งสองต้องใช้อำนาจนำทางความคิดให้ประเทศกำลังพัฒนาเปิดเสรีและผ่อนคลายข้อกำหนดในทุกเรื่อง แม้กระทั่งตลาดการเงินจำกัดบทบาทของรัฐเพิ่มอำนาจให้เอกชน เช่น แปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งหมดเพื่อเอื้อต่อการเจาะตลาดและการเข้ามาลงทุนของบรรษัทข้ามชาติของตนเอง
คำถามคือ ลัทธิเสรีนิยมใหม่หรือตลาดคือพระเจ้า ประสบความสำเร็จแค่ไหนในเชิงผลลัพธ์
ถ้าเราย้อนกลับไปดูโลกในช่วง 30 ปีแรก (หรือแม้กระทั่งหลังจากนั้น) ในช่วงหลังสงครามเราจะพบว่าประเทศที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวมีภูมิคุ้มกันสูงจาก shock ภายนอกโดยให้ความสำคัญกับการสร้างขีดความสามารถในการเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตในภาคอุตสาหกรรมนั้นจะเป็นกลุ่มที่รัฐมีบทบาทสำคัญในการชี้นำช่วยเหลือพร้อมทั้งปกป้องคุ้มครองในสถานการณ์ที่มีความจำเป็นไม่ได้เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเสรีหรือการเข้ามาของทุนอย่างปราศจากการควบคุม (เด่นชัดมากคือญี่ปุ่น จีน หรืออินเดีย) เหมือนที่เราพบเห็นโลกในช่วงตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ที่ประเทศจำนวนมากถูกบีบคั้นให้เปิดเสรีเพราะประเทศตัวเองมีปัญหาต้องแลกกับการช่วยเหลือเช่นจาก IMF หรือธนาคารโลก (เช่น เม็กซิโก อาร์เจนตินา บราซิล เป็นต้น)
ที่น่าสนใจคือทำไมอเมริกาในช่วง 30 ปีแรกหลังสงครามไม่บังคับให้ประเทศกำลังพัฒนาที่เหลือต้องใช้ลัทธิตลาดเสรีทุกประเทศยากดีมีจนแข่งกันบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน
ทำไมในช่วงแรกนี้ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการไล่กวดประเทศที่เจริญมาก่อนจึงเกิด developmental state ได้ง่ายกว่าในช่วงหลังคือเป็นรัฐที่เป็นอิสระสามารถเลือกยุทธศาสตร์ของตนเองในการพัฒนาประเทศ






