ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับการชุมนุมทางการเมือง ของกลุ่ม คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย
ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ทำให้เด็กเสียชีวิตหลายรายเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้าที่สุด นับตั้งแต่มีการชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้น อีกครั้งกับการก่อความรุนแรงนั้นเกิดจากอาวุธสงครามที่มีอานุภาพทำลายร้ายแรง ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นนั้น ความรุนแรงกำลังถูกเลือกนำมาใช้ในการแก้ปัญหา
แน่นอนว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น หลายฝ่ายออกมาประณามการก่อเหตุ และทุกฝ่ายต่างก็เรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาโดยสันติ ซึ่งแทบจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทุกครั้ง ที่มีความรุนแรงเกิดขึ้น อีกทั้งจะมีการกล่าวโทษกันไปมาระหว่างคู่ความขัดแย้งว่าเป็นฝีมือของฝ่ายตรงข้ามเพื่อสร้างสถานการณ์ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้ง ชี้ให้เห็นว่าแม้ว่าความรุนแรงจะเป็นวิธีที่น่ารังเกียจและทุกฝ่ายพยายามหลีกเลี่ยง แต่ในที่สุดแล้ว ก็มักจะเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมกันเสมอ ไม่ว่าจะเกิดจากเหตุผลใดก็ตาม
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานที่ต่างๆ นับตั้งแต่การชุมนุม ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุกลุ่มผู้กระทำที่ชัดเจนได้ ยกเว้นการปะทะกันในบางจุดเท่านั้น แต่การลอบทำร้ายด้วยอาวุธสงครามทุกครั้งยังไม่ปรากฏว่ามีการจับผู้ก่อเหตุได้แม้แต่ครั้งเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเป็นเรื่องยากมากที่จะระบุได้ชัดว่าใครเป็นผู้กระทำ และวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของผู้กระทำ ดังนั้น หากเจ้าหน้าที่สามารถหาผู้กระทำมาดำเนินคดีได้เร็วเท่าไร เราเชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์คลี่คลาย แต่ในทางตรงกันข้าม หากดำเนินการล่าช้าสถานการณ์ความขัดแย้งก็ยิ่งรุนแรงขึ้น
ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้น เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองโดยตรง นั่นแสดงให้เห็นว่า ขณะที่ทุกฝ่ายต่างประกาศตัวเองและประณามการใช้ความรุนแรง ในอีกด้านหนึ่งก็มีการก่อเหตุเกิดขึ้น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าการประณามความรุนแรงนั้น เป็นเพียงฉากหน้าสำหรับใช้ในการกล่าวอ้างเท่านั้น แต่ยุทธวิธีเบื้องหลัง คือ ความรุนแรงนั้น เป็นวิธีที่นำมาใช้เพื่อช่วงชิงอำนาจทางการเมือง และขณะนี้กำลังเกิดความกังวลยิ่งขึ้นว่าหากดูจากความถี่ของเหตุที่เกิดขึ้น ต่อจากนี้จะเกิดเหตุเช่นนี้มากขึ้นไปอีก
อันที่จริง ผลเสียของการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหานั้น สังคมไทยมีบทเรียนมานานก่อนหน้านี้ เพราะว่าความรุนแรงทุกครั้งจะทำให้เกิดบาดแผลร้าวลึกในสังคมเพิ่มขึ้น ยิ่งเกิดความรุนแรงมากเท่าไร และสร้างความเสียหายมากเท่าไร ความขัดแย้งก็ยิ่งแก้ไขได้ยากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่มีแต่ความขัดแย้ง ดังจะเห็นได้จากความขัดแย้งที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ก็ล้วนแต่เป็นผลมาจากการใช้ความรุนแรงในอดีตทั้งสิ้น แต่เราไม่เคยจดจำบทเรียนเหล่านี้ เพื่อนำมาแก้ปัญหากันเลย
เราเห็นว่า ขณะนี้สังคมไทย กำลังก้าวสู่เส้นทางการใช้ความรุนแรงลึกเข้าไปมากขึ้นทุกขณะ เราไม่รู้ว่าสถานการณ์ขณะนี้สายเกินไปหรือไม่ สำหรับการยุติความรุนแรง แต่ตราบใดที่เราไม่ต้องการความรุนแรงเข้าแก้ไขปัญหา เราก็ต้องพยายามให้ถึงที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรง หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังพูดอย่างหนึ่งและกระทำอีกอย่างหนึ่ง เราเชื่อว่า สังคมไทยกำลังจะก้าวสู่เป็นสังคมที่ใช้ความรุนแรงเต็มรูปแบบ นั่นคือ พร้อมจะใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นต่าง และความเสียหายจะตามมาจนยากจะประเมินได้






