ประเทศไทยมีการพึ่งพาการใช้ก๊าซธรรมชาติ ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ในสัดส่วนที่มากถึงร้อยละ67
ซึ่งในอนาคตหากไม่มีเชื้อเพลิงถ่านหินเข้ามาทดแทน เพื่อลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติลง ภาพของการค้าขายก๊าซธรรมชาติเหลวหรือแอลเอ็นจี จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอนาคตจากสัญญาณที่บ่งชี้ว่าก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจะหมดไปในอีกไม่ถึง10ปีข้างหน้านี้ หากไม่มีการลงทุนเพื่อปิการสำรวจและผลิตในแหล่งใหม่ๆเพิ่มเติม
ปัจจุบัน ปตท.มีการลงทุนสร้างคลังรับแอลเอ็นจีเอาไว้แล้ว 5ล้านตันต่อปี และกำลังมีการขยายคลังเพื่อรองรับแอลเอ็นจี ให้ได้ถึง10ล้าน อย่างไรก็ตามกระทรวงพลังงานมีการประเมินว่า ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไทยจะต้องมีการนำเข้าแอลเอ็นจีจากต่างประเทศไม่น้อยกว่า20ล้านตันต่อปี เพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งหมายถึงว่าจะต้องมีการสร้างคลังรับจ่ายแอลเอ็นจีเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต
สัปดาห์ที่ผ่านมา พงษ์ดิษฐ พจนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)ออกมาเปิดประเด็นเรื่องนี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศ จะต้องคิดและศึกษาความเป็นไปได้ในการที่จะเป็นผู้นำเข้าแอลเอ็นจี และลงทุนสร้างคลังรับแอลเอ็นจี ของตัวแทน แทนที่จะซื้อแอลเอ็นจี จากปตท.ซึ่งจะสามารถบริหารจัดการต้นทุนเชื้อเพลิงของตัวเองได้ดีกว่า
แนวคิดดังกล่าว ได้รับการตอบรับจาก พัลลภา เรืองรอง กรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือเรกูเลเตอร์ ซึ่งกำลังผลักดันกติกาการเปิดเสรีก๊าซและท่อส่งก๊าซ ที่จะให้เอกชนรายอื่นๆสามารถที่จะเป็นผู้นำเข้าก๊าซหรือใช้ระบบท่อส่งก๊าซ ที่เป็นโครงข่ายของ ปตท.เพราะจะเป็นการเพิ่มจำนวนผู้เล่นในตลาดแอลเอ็นจี ที่จะนำไปสู่การแข่งขันในอนาคต จากปัจจุบันที่มีปตท.เป็นผู้เล่นเพียงรายเดียว
ความจำเป็นที่ กฟผ.จะต้องลุกขึ้นมาเล่นบทผู้นำเข้าแอลเอ็นจี หรือการเข้าไปเป็นเจ้าของแหล่งเชื้อเพลิงเสียเอง เพราะ ปตท.ก็กำลังก้าวไปทำธุรกิจผลิตไฟฟ้าอย่างเต็มตัว โดยแยกออกมาเป็นหน่วยธุรกิจที่ชัดเจน ด้วยการตั้งบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอยี่ จำกัด ขึ้นมาเพื่อขยายการลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นเมื่อปตท.ซึ่งมีธุรกิจต้นน้ำอยู่แล้วลงมาเล่น ธุรกิจปลายน้ำ กลุ่มกฟผ.ซึ่งทำธุรกิจปลายน้ำก็ควรจะต้องขึ้นมาเล่นธุรกิจต้นน้ำเช่นเดียวกัน
ตัวเลขเบื้องต้น กฟผ.มีโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติอยู่ประมาณ 15,000เมกะวัตต์ ซึ่งหมายความว่า หาก กฟผ.ลุกขึ้นมานำเข้าแอลเอ็นจีใช้เอง ปตท.ก็จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในส่วนนี้ไป โดยลูกค้าที่เหลืออยู่ก็จะเป็นกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนอิสระรายใหญ่ หรือไอพีพี ดังนั้นจึงเป็นที่น่าจับตา กับกระแสข่าวบริษัทโกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอยี่ กำลังสนใจที่จะเข้าไปขอถือหุ้นในโครงการไอพีพี ขนาด 5,000เมกะวัตต์ ที่กลุ่มกัลฟ์ เจพี และพันธมิตร เป็นผู้ชนะการประมูลแบบเบ็ดเสร็จ เหนือคู่แข่งอย่าง เอ็กโก กรุ๊ป เพราะโครงการนี้ถูกออกแบบให้ใช้แอลเอ็นจีนำเข้า จากปตท. เกือบทั้งหมด ซึ่งหากกระแสข่าวนี้เป็นจริง ไอพีพี ของกลุ่มกัลฟ์ จะมีมูลค่ากิจการเพิ่มสูงขึ้นมา
ประเด็นแอลเอ็นจีนำเข้า ถือเป็นทิศทางที่สำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ โดย ใครสามารถที่จะเกาะกุมทั้งการนำเข้าและมีส่วนแบ่งตลาดโรงไฟฟ้าได้อย่างครบวงจร ก็จะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในธุรกิจ ที่สามารถสร้างมูลค่าให้กิจการตัวเองได้เพิ่มขึ้น
ภาพของผู้บริหารกลุ่มกัลฟ์ ที่ยืนอยู่ ข้างคนแดนไกลจากดูไบ ที่แชร์กันอยู่ในโลกออนไลน์
จึงดูมีความหมายที่ลึกซึ้งทางธุรกิจพลังงานของประเทศในอนาคต ที่ต่อเชื่อมไปได้ทั้ง ปตท.และ กฟผ.






