ที่เล่ากันปากต่อปากในช่วงปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ในหมู่ชาวไทยผู้มีทรัพย์พอจะส่งลูกหลานไปเรียนต่างประเทศ ว่ามหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาเริ่มสงสัย
และสืบสวนว่า ใบสมัครเข้ามหาวิทยาลัยของนักศึกษาไทยที่ส่งไปถึงฝ่ายรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมีอาการส่อว่าอาจมีการ “โกง” เพราะผู้สมัครไม่ได้เขียนเอง และมีการ “โกหก” เสกสรรปั้นแต่งข้อมูลเกินความเป็นจริง
เล่าขานถึงขนาดว่ามีนักเรียนไทยคนหนึ่งถูกตัดสิทธิ์เข้าเรียนไปเลยหลังจากที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ รับไว้แล้ว เพราะมาพบทีหลังว่า ใบสมัครนั้นมีเอเจนซี่เขียนให้และมีการปั้นแต่งข้อมูลเกินความเป็นจริง คือเขียนว่าเคยไปทำกิจกรรมสังคมสงเคราะห์นอกหลักสูตรที่นั่นที่นี่ แต่พอไปตรวจสอบแล้ว พบว่าไม่จริง ปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมาทั้งนั้น
มาบัดนี้ มีรายงานข่าวจากนิตยสาร ฟอร์จูน 6 กุมภาพันธ์ ยืนยันว่า นักเรียนไทยมีพฤติกรรม “โกง” ใบสมัครดังที่เขาสงสัยจริง มีเรื่องมีราวเกิดขึ้นจริง จนในปีการศึกษา 2013 นี้ ฝ่ายพิจารณารับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเทิฟท์ (Tufts University) อันเป็นมหาวิทยาลัยชั้นดีแห่งหนึ่งของสหรัฐฯให้สัมภาษณ์ว่า ต้องโยนทิ้งหนึ่งในสี่ของใบสมัครจากนักศึกษาประเทศไทยไปเลยเพราะสงสัยว่ามีการ “โกง” (cheating) ในใบสมัคร
นายแดเนียล เกรย์สัน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายพิจารณารับนักศึกษา ของมหาวิทยาลัยเทิฟท์ มีหน้าที่พิจารณาและอ่านใบสมัครจากนักเรียนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขาเล่าว่าได้รับคำเตือนมาพักใหญ่ในหมู่ครูอาจารย์ฝ่ายพิจารณารับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ว่าให้ระวังใบสมัครที่เขียนมาอย่างดีเลิศเสียจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นจริงได้ ซึ่งตัวเขาเองก็ลองติดตามตรวจสอบดูบ้าง เช่น ผู้สมัครนักเรียนมัธยมคนหนึ่งจากโรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ เขียนเล่ามาดิบดีเรื่องที่ตนเองสะเทือนใจจากเพื่อนใกล้ๆ ตัว ถึงกับทำหนังสารคดีสั้นๆ 3 นาทีรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องทำแท้งผิดกฎหมายในกรุงเทพฯ เขาจึงติดต่อถึงนักเรียนผู้นี้ว่าขอให้ส่งหนังสารคดีสั้น 3 นาทีที่ว่านี้ไปให้ดูด้วย ในที่สุดก็ได้รับหนังสารคดีที่ว่านั้น ซึ่งนายแดเนียล เกรย์สันบอกว่าดูก็รู้ว่าเพิ่งทำขึ้นมาลวกๆ เพิ่งจะโพสต์ลงยูทูปวันก่อนหน้าที่จะส่งไปให้เขา และที่ว่าเป็น “หนังสารคดี” ก็เป็นเพียงเอาภาพนิ่งหลายๆ ภาพมาเรียงติดต่อกันและมีบทบรรยายเขียนขึ้นอย่างหยาบๆ นายแดเนียล เกรย์สัน บอกว่า เขาปฏิเสธผู้สมัครคนนี้ไปแล้ว เขาบอกว่าใบสมัครที่ตั้งใจ “โกง” มีถึงขนาดเขียนว่า เป็นคนคิดประดิษฐ์เครื่องตรวจจับความเคลื่อนไหวของสัตว์ เช่น ช้างที่จะเข้ามากินและทำลายพืชผลของเกษตรกร
นิตยสาร ฟอร์จูน รายงานว่า การ “โกง” ในการเขียนใบสมัครเข้าเรียนต่อในสถาบันการศึกษาแบบนี้มีจำนวนพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้ พ่อแม่และตัวนักศึกษาเองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้พากันไปใช้บริการจากเอเจนซี่ที่ให้คำปรึกษาโดยต้องจ่ายค่าบริการสูงลิบ มีให้บริการตั้งแต่ให้คำปรึกษาแนะนำ จนกระทั่งช่วยติวการเขียน ถึงขั้นเขียนให้เลยก็มี สามารถตกแต่งข้อมูล เสกสรรปั้นแต่งเรื่องราวต่างๆ ที่คิดว่าดูดีน่าเชื่อ ที่สำคัญก็คือ ทั้งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการไม่คิดว่านี่คือ การโกง แต่คิดว่าเป็นการลงทุนและเป็นการบริการทางธุรกิจอย่างหนึ่ง
ในกรุงเทพฯ ผู้เขียนเห็นเหล่าบรรดาเอเจนซี่ให้คำปรึกษารับ (จ้าง) เขียนและโกงใบสมัครเช่นนี้มีตั้งอยู่และโฆษณาอย่างเปิดเผย บ้างพิมพ์หนังสือขายเล่มละหลายร้อยพร้อมแสดงภาพถ่ายและชื่อของนักศึกษาผู้เคยใช้บริการว่าได้รับผลสำเร็จดีขนาดไหน มีมหาวิทยาลัยไหนบ้างที่รับเข้าไปเรียน น่าตั้งคำถามเหลือเกินว่านักเรียนที่ปล่อยให้เอเจนซี่ใช้ชื่อจริงและรูปภาพของตนเช่นนั้น รู้เท่าถึงการณ์หรือไม่ ว่าอาจเป็นการเสียชื่อ เสียโอกาสตนเอง ไม่วันนี้ก็วันข้างหน้า นอกจากนั้น เอเจนซี่เหล่านี้ ควรจะต้องมีกฎเกณฑ์ควบคุมอย่างไร ผู้บริโภคควรจะได้รับการคุ้มครองขนาดไหน เอเจนซี่สามารถเอารูปภาพและเรื่องของผู้มาใช้บริการมาทำการ “โฆษณา” ได้หรือ เอเจนซี่จะต้องคืนเงินหรือไม่ถ้าไม่ได้ผลตามสัญญาในฐานะเป็นเอเจนซี่ให้บริการ
ในสหรัฐฯ ก็ใช่ว่าเอเจนซี่ให้คำปรึกษารับ (จ้าง) เขียนใบสมัครจะไม่มี แต่ว่าเขาทำกันขนาดไหนควบคุมดูแลกันอย่างไร ส่วนเอเจนซี่ของเราที่ทำได้ทุกอย่างกระทั่งการโกหกการโกงใบสมัครเช่นนี้ทำคุณประโยชน์หรือสร้างโทษให้กับเยาวชนของเราและประเทศชาติกันแน่
การ "โกง" ในใบสมัคร มหาวิทยาลัยชั้นดีในสหรัฐฯถือว่า อภัยให้ไม่ได้ โดยเฉพาะผู้สมัครที่เขียนขอรับทุนการศึกษาด้วย มหาวิทยาลัยจะกำกับไว้เลยว่าถ้าไม่จริง มีการโกหกในหลักฐานที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องแสดงฐานะทางการเงินและทรัพย์สินพร้อมหลักฐานเสียภาษี นอกจากทุนจะไม่ได้ เขาจะตัดสิทธิเข้ามหาวิทยาลัยพร้อมกันไปเลย
ท้ายที่สุด การโกหกก็ต้องถึงวันอวสาน คนเราอาจโกหกได้ในครั้งแรกและอีกบางครั้ง แต่จะโกหกไปตลอดกาลย่อมเป็นไปไม่ได้โดยเฉพาะกับสาธารณะ แม้แต่ชาวนาของเรา เมื่อพบว่านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลโกหกเรื่องจำนำข้าว ก็รับไม่ได้ทนไม่ได้และต้องลุกขึ้นมาไล่ออกทั้งนายกฯทั้งรัฐบาลอย่างที่เห็นกัน เป็นการโกงอีกเรื่องหนึ่งจากประเทศไทยที่เป็นข่าวไปทั่วโลก






