วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าให้คนไทยสิ้นหวัง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง ได้ประเมินสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ โดยประชุมพนักงาน

ที่เป็นฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ราว 15 คน จากนั้นได้สอบถามความเห็น ว่าแต่ละคนคิดว่าสถานการณ์ความขัดแย้งที่เป็นอยู่ขณะนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ปรากฏว่าพนักงาน 12 คนบอกว่า "ไม่รู้" ขณะที่อีก 3 คนบอกว่าน่าจะจบลงในเร็วนี้ แต่ไม่สามารถประเมินได้ เพราะหากไม่จบลงทุกอย่างก็จะ"จบ" เพราะขณะนี้ทุกส่วนของสังคมได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า

เราไม่รู้ว่าธุรกิจอื่นมีการประเมินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ แต่สภาพอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในสังคมคงไม่ต่างกันนัก จากกรณีตัวอย่างของบริษัทหลักทรัพย์ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่ต้องมีการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจและการเมืองอยู่ตลอดเวลาและประเมินจากข้อมูล ยังไม่สามารถมองทิศทางได้แน่ชัด นั่นอาจชี้ให้เห็นว่าภาคธุรกิจอื่นและคนทั่วไปก็อาจมองไม่เห็นการสิ้นสุดหรือยุติความขัดแย้งว่าจะออกมาในทิศทางใดและอนาคตของสังคมไทยจะเป็นอย่างไร

หากเปรียบเทียบอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในเวลานี้ กับการชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ในอดีต จะเห็นว่ามีความแตกต่างกันอย่างมาก ประการแรก การชุมนุมและการมีส่วนร่วมของผู้คนในขณะนี้เป็นไปอย่างกว้างขวางมาก ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยกับกลุ่มกปปส.และฝ่ายรัฐบาล ประการที่สอง ในครั้งนี้เกิดวิกฤติศรัทธาต่อ"ระบบการเมือง"ในวงกว้างมากกว่าในอดีต ซึ่งเป็นวิกฤติเฉพาะตัวบุคคลและกลุ่มการเมือง แต่ในครั้งนี้เป็นวิกฤติที่ตัวระบบเพราะคนไม่มีความเชื่อมั่น จึงนำไปสู่กระแสการปฏิรูป

แน่นอนว่าขณะนี้ รัฐบาลรักษาการมีความชอบธรรมทางกฎหมาย ในการจัดการและบริหารประเทศในระดับหนึ่ง แต่อย่าลืมว่าวิกฤติครั้งนี้เกิดจากตัวรัฐบาลหรือนักการเมืองที่บริหารประเทศเอง เป็นวิกฤติเรื่อง"ความชอบธรรม"ครั้งใหญ่ของรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง ซึ่งประเด็น"ความชอบธรรม"ต้องแยกออกจากเรื่องมาโดยถูกต้องตาม"กฎหมาย" จนนำไปสู่วิกฤติของ"ระบบการเมือง ทำให้คนไม่พอใจระบบการเมืองและนักการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ จึงมีคำกล่าวว่ารัฐบาลอยู่ในสภาพ"มีอำนาจ แต่ปกครองไม่ได้"

ขณะเดียวกันกลุ่มกปปส.ที่ปักหลักการชุมนุมมานานกว่า 3 เดือน ซึ่งมุมมองของฝ่ายที่รักษาการกฎหมายแล้ว ย่อมเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายอยู่แล้ว เพราะการชุมนุมต้องการต่อต้านอำนาจรัฐที่เป็นอยู่โดยตรง และการชุมนุมทางการเมืองในตัวมันเองก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากว่าจะมีความชอบธรรมในการเข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศได้อย่างไร เพราะในที่สุดแล้วก็ต้องกลับไปหาข้อกำหนดทางกฎหมายที่มีอยู่เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของข้อเรียกร้อง

เราเห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองในครั้งนี้กำลังเกิดภาวะที่มองไม่เห็น"ทางออก" แม้ว่ามีหลายฝ่ายพยายามหาวิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ขณะนี้คนไทยกำลังเผชิญกับระบบการเมืองที่พยายามรักษาอำนาจตามกฎหมาย แต่ขาดความ"เชื่อมั่น"จากประชาชนจำนวนมาก กับการชุมนุมต่อต้านขนาดใหญ่ที่ไม่มีสถานะทางกฎหมายรองรับ นอกจากเรื่องสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เราหวังว่าทุกฝ่ายกำลังพยายามหาทางออกและอย่าทำให้คนไทยสิ้นหวังจากระบบการเมือง เพราะนั่นจะทำให้เกิดความเลวร้ายตามมาอีกมาก