ในช่วงที่ผ่านมา นับตั้งแต่กลไกการเลือกตั้งสามารถดำเนินผ่านพ้นไปได้อย่างทุลักทุเลพอสมควรในวันที่ 2 ก.พ. 2557
ก็ดูเหมือนว่าประเด็นร้อนระลอกต่อไปที่กำลังกระหน่ำโหมโจมตีรัฐบาลอยู่คือประเด็นเรื่อง “การรับจำนำข้าว”
โดยสื่อต่างๆ ได้โหมโจมตีโครงการรับจำนำของรัฐบาลอย่างไม่มีชิ้นดี ทั้งที่โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ถูกจัดให้มีขึ้น เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่อาจเป็นเพราะความโชคร้ายของรัฐบาลที่ต้องมาเจอกับช่วงขาลงของ Cycle สินค้าโภคภัณฑ์ ไม่จำกัดเฉพาะในสินค้าข้าว
ผู้ที่เข้ามารับผิดชอบในการระบายข้าวออกจากสต็อกของรัฐบาล อาจไม่กล้าที่จะระบายสินค้าออกไป โดยยังคงกอดข้าวเอาไว้ด้วยความหวังที่ว่าราคาอาจจะมีแนวโน้มที่จะผงกหัวขึ้นมาบ้างในอนาคต และอาจจะรู้สึกเสียดายโอกาสเหมือนอย่างที่ข้าวเคยปรับตัวขึ้นไปถึงกว่าตันละ 30,000 บาทในสมัยรัฐบาลท่านสมัคร
ประเทศไทยเราปกติจะมีผลิตผลข้าวเปลือกเฉียดๆ ปีละ 30 ล้านตันโดยเมื่อนำมาสีเป็นข้าวสารแล้วก็น่าจะได้ผลิตเฉียด ๆ ปีละ 20 ล้านตันข้าวสาร การที่รัฐบาลกำหนดราคารับจำนำข้าวเปลือกซึ่งเป็นข้าวขาวไว้ที่ตันละ 15,000 บาทต่อตันข้าวเปลือก ก็เปรียบเสมือนต้องระบายข้าวหรือขายข้าวออกไปให้ได้อย่างน้อยตันละ 23,000 บาทต่อตัน สำหรับข้าวสาร 5% หรือ 23 บาท/กิโลกรัม ถึงจะเสมอตัว นี่ยังไม่รวมถึงค่าบริหารจัดการ เช่นค่าโกดัง ค่าขนส่ง และค่าโสหุ้ยต่าง ๆ อีกมากมายที่รัฐบาลต้องจ่ายเป็นค่าดำเนินงาน
กลไกการระบายข้าวที่ได้มาจากการจำนำข้าวนี้ จึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะการจำนำข้าวแบบ Large Scale เสมือนรัฐบาลเอาของมูลค่าเกือบ 500,000 ล้านมาถือไว้ในมือ แล้วข้าวก็ไม่ใช่ทองคำที่จะไม่เน่าเสีย หากเก็บข้าวเอาไว้นานเท่าไรก็จะเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้นเท่านั้น ทั้งยังสุ่มเสี่ยงกับการทุจริตได้ในทุกระดับ เนื่องจากโครงการนี้เกี่ยวข้องกับผู้คนเป็นจำนวนมาก
ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดให้มีช่องทางการระบายข้าวทั้งหมด 5 ช่องทาง ได้แก่ 1. การเปิดประมูลทั่วไป 2. การขายแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) 3. การขายผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ AFET 4. การขายในประเทศผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ 5.การเปิดให้เอกชนซื้อโดยตรง
วันนี้ผมขออธิบายขยายความถึงช่องทางที่ 3 ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นช่องทางระบายข้าวที่โดนโจมตีน้อยที่สุด เนื่องจากมีวิธีการที่มีความโปร่งใส (Transparency) และเปิดกว้างสำหรับทุกภาคส่วน (No Barrier to Entry) มีความใกล้เคียงกับสภาพตลาดที่แข่งขันโดยสมบูรณ์ตามทฤษฎีกว่า 4 วิธีที่ได้กล่าวมาข้างต้น
โดยการประมูลข้าวผ่าน AFET นี้นั้น แท้ที่จริงก็คือการขายข้าวโดยภาครัฐโดยอิงราคาล่วงหน้าของAFET ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินงานอยู่หลายส่วนที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากการประมูลข้าวแบบเดิม เช่น หน่วยงานของรัฐยังเป็นผู้จัดการประมูลเองอยู่ การเปิดโกดังให้ผู้ที่สนใจเข้าไปดูสภาพข้าวในโกดังการวางหลักประกันกับองค์การคลังสินค้า (อคส.) และ ผู้ชนะประมูลต้องไปรับมอบข้าวจากโกดัง อคส. ตามสภาพข้าวในโกดังที่เปิดให้ประมูลนั้นๆ
ส่วนประเด็นความแตกต่างระหว่างการประมูลข้าวแบบดั้งเดิม และ การประมูลข่าวแบบผ่าน AFET นั้น ที่ชัดเจนสุด เห็นจะได้แก่ ประเด็นราคาที่ใช้ในการประมูล เนื่องจาก การประมูลแบบเดิมระบุให้ ผู้สนใจเสนอราคาที่ต้องการซื้อมาเป็นราคาข้าว/ตัน (หรือที่เรียกว่า Flat Price เช่น 14,000 บาทต่อตัน หรือ 14 บาทต่อกิโล)
แต่ การประมูลแบบผ่าน AFET กติกาการประมูลนี้จะถูกกำหนดเป็นการประมูล ค่าส่วนต่าง หรือ ค่า BASIS ระหว่าง ราคาข้าวที่จะซื้อขายจริงจากโกดังรัฐบาลกับราคา FUTURES ข้าวอ้างอิงใน AFETโดย ให้ ผู้สนใจเสนอ ค่า BASIS ที่ตนเห็นว่าเหมาะสมเข้ามา โดย ผู้ที่เสนอ ค่า BASIS เข้ามาสูงที่สุด จะเป็นผู้ชนะการประมูล
โดยผู้ที่ชนะการประมูลต้องจ่ายเงินให้รัฐสำหรับข้าวกองที่ชนะประมูลนี้ เท่ากับราคา FUTURES ข้าวอ้างอิงใน AFET ณ วันที่ระบุไว้ในสัญญาประมูลบวกกับค่า BASIS ที่ชนะการประมูล
ตัวอย่างของ ค่า BASIS หรือ ค่าส่วนต่างมีอยู่ทั่วไปในชีวิตประจำวันครับ เช่น เมื่อขับรถยนต์ไปเติมน้ำมัน หลายท่านคงทราบว่า ราคาแก๊สโซฮอล์ 95 จะถูกกว่าราคาเบนซิน 95 แน่นอน เนื่องจาก นโยบายของกระทรวงพลังงานที่ต้องการสนับสนุนให้ผู้บริโภคหันมาใช้แก๊สโซฮอล์กันให้มาก จึงทำให้ค่าส่วนลดของราคาแก๊สโซฮอล์จากราคาน้ำมันเบนซินต่างกันประมาณ 7.50 บาท/ลิตร นั่นคือ การกำหนดค่า BASIS ระหว่างราคาแก๊สโซฮอล์ 95 และ เบนซิน 95 เท่ากับ -7.50 บาท/ลิตร นั่นเอง
ส่วนตัวอย่างของการอ้างอิงราคา (PRICE REFERENCE) นั้น คนไทยเราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วกับการอ้างอิงราคาน้ำมันในประเทศ กับ ราคาอ้างอิงที่สิงคโปร์หากราคาที่สิงคโปร์เพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันในประเทศเราก็มักปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งการประมูลข้าวแบบใหม่โดยอิงราคาใน AFET นี้ ได้นำ Concept เรื่องการอ้างอิงราคา และ ค่า BASIS มาประยุกต์ใช้ ในการกำหนดราคาขายข้าวในโกดังของรัฐบาล
กล่าวคือ รัฐบาลจะขายข้าว (เช่น กอง AAA) ที่ผ่านการประมูลแบบใหม่นี้ ที่ราคา เท่ากับ ราคาตลาด ณ วันที่ระบุไว้ (เช่น วันที่ 1 เม.ย. 2557) ของ FUTURES ข้าวอ้างอิงใน AFET ที่ได้เลือกเอาไว้ (เช่น BWR5 May14) บวกด้วย ค่า BASIS
โดย ค่า BASIS นี้ จะไม่ได้ถูกกำหนดไว้เป็นการล่วงหน้าเหมือน BASIS ระหว่าง แก๊สโซฮอล์ กับ น้ำมันเบนซิน แต่ ค่า BASIS นี้ (ซึ่งเป็น บาท/ก.ก. หรือ บาท/ตัน) จะได้มาจากกระบวนการเปิดประมูล โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้สนใจซื้อข้าวจากรัฐบาล เสนอ ค่า BASIS ที่ตนยินดีที่จะจ่ายสำหรับข้าวกอง AAA เมื่อเทียบกับ FUTURES ใน AFET ผู้ที่จะชนะการประมูลคือ ผู้ที่เสนอค่า BASIS มาสูงที่สุด
โดยขั้นตอนของวิธีการประมูลข้าวแบบใหม่นี้ รัฐจะต้องกำหนดออกมาก่อนว่าจะเปิดประมูลข้าวกองไหน (เช่น กอง AAA) กำหนดให้มารับมอบเมื่อใด (เช่น 1 เม.ย. 2557) และ จะใช้ราคาของ FUTURES ใน AFET สัญญาใด เป็นราคาอ้างอิง (เช่น BWR5 May14) จากนั้น จึงเปิดให้ผู้สนใจไปดูสภาพข้าวที่จะประมูล แล้วจึงให้ผู้ที่เข้าร่วมประมูล เสนอราคาประมูลมาเป็นค่า BASIS
โดยผู้เสนอค่า BASIS มาสูงที่สุด (สมมติ เท่ากับ -0.75 บาท/กก. สำหรับข้าวกอง AAA นี้) จะเป็นผู้ชนะ และต้องซื้อข้าวกอง AAA จากรัฐ ที่ราคาเท่ากับราคาปิด ณ วันที่ 1 เม.ย.57 ของ BWR5 May14 (สมมติ 14.75 บาท/ก.ก.) บวกด้วย ค่า BASIS ที่ชนะการประมูล (สมมุติ เท่ากับ -0.75 บาท/ก.ก.) ฉะนั้นราคาที่ รัฐจะขายข้าวกอง AAA ให้ผู้ชนะประมูลนี้ได้ที่ราคาเท่ากับ 14 บาท/ก.ก.
สำหรับประเด็นเรื่องค่า BASIS ที่ผู้ร่วมประมูลแต่ละรายจะเสนอว่าจะเป็นเท่าไรดีนั้น ล้วนขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ร่วมประมูลครับหาก นาย ก ถูกใจข้าวกอง AAA ก็อาจพอใจเสนอค่า BASIS สูง ๆ (BASIS สูง ในที่นี้ หมายความว่า เป็นค่าบวกมาก ๆ หรือ ติดลบน้อย ๆ นั่นคือ ค่า BASIS เท่ากับ ศูนย์ จะมากกว่า ค่า BASIS ที่เท่ากับ -0.75 เป็นต้น) ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ค่า Fair Value ของ BASIS ของการประมูลข้าวกองหนึ่งๆ นั้น สามารถคำนวณได้จากปัจจัยและเงื่อนไขความแตกต่างกัน ระหว่างข้าวกอง AAA ที่เปิดประมูลกับข้าวขาว 5 % ที่ซื้อขายกันใน AFET ซึ่งถ้ามีโอกาสจะขออนุญาตนำมากล่าวในคราวต่อไปนะครับ






