เวทีระดมความคิดเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2557 ที่จัดโดยเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปหรือ REFORM NOW NETWORK
เป็นไปด้วยความคึกคักเป็นอย่างยิ่ง ประเด็นเรื่องที่ว่าจะปฏิรูปอะไรบ้างนั้นไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่นักเพราะผู้ร่วมวงระดมความคิดล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิรวมทั้งเป็นผู้รู้จริงและผู้มีประสบการณ์จริงทั้งนั้น แต่อยากจะขอฝากเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปในประเด็นต่อไปนี้ไว้เป็นการบ้าน
ความต่อเนื่องและความจริงจังในการผลักดันการปฏิรูป
ผมนึกไม่ออกว่าเมืองไทยเรามีการพูดคุยและทำการศึกษาเรื่องการปฏิรูปมากี่ครั้งแล้ว มีคณะกรรมการไม่รู้กี่ชุด แต่ทุกครั้งผลการศึกษาหากไม่หายเงียบไปก็จะอยู่ในห้องสมุดเสียมากกว่า ผมเห็นว่าแนวความคิดด้านการปฏิรูปที่ผ่านมานอกจากจะขาดความต่อเนื่องและขาดความจริงจังไม่ย่อถอยในการผลักดันการปฏิรูปให้เกิดขึ้นจริงโดยคนที่เสนอการปฏิรูปแล้ว นักการเมืองพรรคการเมืองมักละเลยไม่ผลักดันให้การปฏิรูปสัมฤทธิผล เหตุผลที่พรรคการเมืองยกมาอ้างก็คือการไม่ได้ประกาศนโยบายการปฏิรูปในการหาเสียงบ้างละหรือนโยบายอื่นสำคัญกว่า แต่ถึงแม้ประกาศเป็นนโยบายแต่หากเมื่อได้อำนาจเป็นรัฐบาล ก็ไม่มีกลไกทางกฎหมายอะไรที่จะไปบังคับให้พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลทำตามนโยบายที่หาเสียง
ดังนั้น หากจะผลักดันให้พรรคการเมืองที่มาเป็นรัฐบาลดำเนินการปฏิรูปอย่างจริงจัง ผมมีความเห็นว่า เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปต้องฉกฉวยโอกาสระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ที่จะกล้าที่จะจัดวงหาเสียงและผลักดันให้พรรคการเมืองมาร่วมวงหาเสียงและประกาศนโยบายการปฏิรูปในหัวข้อที่ชัดเจน พร้อมข้อตกลงในการกำหนดระยะเวลาการปฏิรูปไปด้วย ช่วงเวลาหาเสียงถือเป็นนาทีทองของการเรียกร้องของภาคประชาชน
การมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน
ไม่ว่าจะเข้ามาร่วมวงการปฏิรูปด้วยตนเองหรือความรู้สึกร่วมในการทำให้เกิดการปฏิรูปของประเทศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องให้ประชาชนจำนวนมากทุกภาคส่วนมาระดมความคิดหรือรู้สึกร่วมในการมีการปฏิรูปให้ได้ ภาคประชาชนชาวบ้านนั้นมักมีส่วนร่วมอยู่แล้ว แต่องค์กรภาคเอกชนควรเข้ามามีส่วนร่วมการปฏิรูปโดยอาจชูประเด็นการแก้ไขการทุจริตคอร์รัปชันหรือการปฏิรูประบบราชการที่ล้าหลังและซ้ำซ้อน เป็นต้น หน่วยงานภาครัฐหรือทหาร ตำรวจควรเข้ามามีส่วนระดมความคิดเห็นอย่างเปิดเผยเพราะทุกคนเป็นคนไทยและนี่เป็นการปฏิรูปประเทศไทย งบประมาณการจัดระดมความคิดเพื่อการปฏิรูปควรเปิดโอกาสให้มีการบริจาคจากประชาชนอย่างเปิดเผยภายใต้การควบคุมที่รัดกุม
ความคิดที่ตกผลึกว่าจะปฏิรูปอะไรและในเวลาเท่าใด
นอกจากนี้ผลลัพธ์ของการระดมความคิดจากการพบปะพูดคุยหลายๆ ครั้งควรจะเป็นความคิดที่ตกผลึกว่าจะปฏิรูปอะไรและในเวลาเท่าใดหัวข้อการปฏิรูปควรออกมาเป็นที่สิ่งที่ปฏิบัติได้ให้มากที่สุดเช่นต้องแก้กฎหมายอะไร ในระยะเวลานานเท่าใด ต้องกำหนดงบประมาณทำอะไร นานเท่าใดเป็นต้น รวมทั้งการตรวจสอบนโยบายที่รัฐบาลจะแถลงต่อรัฐสภา ควรมีการติดตามเนื้อหาอย่างใกล้ชิด การหาบทสรุปในการปฏิรูปแบบกว้างๆ จะเปิดโอกาสให้นักการเมืองหาช่องโหว่ในการเลือกทำแบบขอไปที
อำนาจการปฏิรูปจริงๆ แล้วอยู่ที่ใคร
ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าตามระบบกฎหมาย การเมืองและการปกครองในปัจจุบัน ผู้ที่อาจจะผลักดันการปฏิรูปให้สำเร็จโดยเร็วคือรัฐบาลเพราะมีทั้งงบประมาณ มีอำนาจทางกฎหมายและมีอำนาจในการสั่งการข้าราชการทั้งหมดให้เดินหน้า (หรือดึงเรื่อง) การปฏิรูป ดังนั้น หากการปฏิรูปมีผลทำให้พรรคการเมืองหรือรัฐบาลมีอำนาจบริหารน้อยลงหรืออาจเสี่ยงต่อการที่อำนาจควบคุมฐานคะแนนเสียงของตนเองน้อยลงเช่นการเลิกอำนาจการปกครองแบบภูมิภาค เป็นต้น รัฐบาลคงไม่ผลักดันการปฏิรูปให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ในระยะเวลาที่กำหนดเพราะผิดธรรมชาติของผู้ที่มีอำนาจที่ส่วนใหญ่มักจะรักษาอำนาจตนให้นานที่สุด ดังนั้น การปฏิรูปครั้งนี้ควรมีกฎหมายจัดตั้งองค์กรปฏิรูปโดยเฉพาะ รวมทั้งรับรองการดำเนินการทั้งปวงเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย
ปัญหาก็คือการออกกฎหมายดังกล่าวต้องทำโดยสภานิติบัญญัติที่มาจากพรรคการเมืองเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ก็จะย้อนกลับไปยังการเมืองภาคประชาชนที่ต้องผลักดันให้พรรคการเมืองกำหนดเป็นนโยบายหาเสียงเรื่องการออกกฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรปฏิรูปด้วยเช่นกัน
แล้วพบกันในเวทีระดมความคิดครั้งต่อไป






