สัปดาห์นี้มีวันมาฆบูชาและวันวาเลนไทน์ตรงกันในวันที่ 14 ก.พ. นี้ แต่บรรยากาศดูจะไม่คึกคักอย่างที่ควรจะเป็น
เพราะปัญหาความไม่สงบทางการเมืองยังคงยืดเยื้อต่อเนื่องจนทำให้ความเชื่อถือและความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนต่างลดถอยลง จนมีหลายฝ่ายออกมาแสดงความห่วงใยต่อภาวะเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ภาวะเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540-2541 ซึ่งในช่วงดังกล่าวผู้เขียนก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับนักลงทุนโดยเฉพาะในสายนักลงทุนต่างประเทศ มีนักลงทุนต่างประเทศคนหนึ่งได้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจไว้ว่า ไม่ต้องห่วงหรอกเพราะประเทศไทยมีพื้นฐาน มีโอกาสและศักยภาพที่ดีอยู่มาก ดังนั้น เมื่อทุกอย่างสงบลงการพลิกฟื้นกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งคำกล่าวนี้ก็ได้รับการพิสูจน์มาแล้วที่ประเทศไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
เช่นเดียวกับสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่แม้อาจทำให้เกิดการชะลอทางเศรษฐกิจชั่วคราวมีการชะลอของการจับจ่ายใช้สอย ชะลอการลงทุน การเดินทางที่ไม่สะดวกเพราะมีการชุมนุมปิดพื้นที่หลายแห่ง แต่จะเป็นการเสียสละการเติบโตในระยะสั้นเพื่อการเจริญเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาวเมื่อมีการทำความสะอาดบ้านเมือง เมื่อประเทศมีการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองที่สำคัญเกิดขึ้น และประเทศเดินหน้าด้วยระบอบประชาธิปไตยที่ปกครองด้วยหลักนิติรัฐ นิติธรรม มีนักการเมืองที่มาด้วยการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม การทุจริตคอร์รัปชันลดน้อยลงและมีแนวโน้มที่จะถูกกำจัดให้หมดสิ้นไป เศรษฐกิจมีระบบการแข่งขันเสรีที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
ประเด็นที่เป็นปัญหาหลักในวันนี้ก็คือ การที่ชาวนาประมาณ 1.4 ล้านครัวเรือนที่เดือดร้อนด้วยทุกข์แสนสาหัส เพราะยังไม่ได้รับเงินจำนำข้าว จำนวนประมาณ 130,000 ล้านบาท ทำให้ไม่มีเงินสำหรับการใช้สอยในชีวิตประจำวันที่ไม่ต้องพูดถึงเงินที่จะไปใช้ลงทุนปลูกข้าวใหม่ จนทำให้มีชาวนาจำนวน 5 รายฆ่าตัวตายไปแล้วและกดดันรัฐบาลต้องเร่งหาเงินกู้ เพื่อมาจ่ายเงินคืนให้กับชาวนา ได้มีความพยายามที่จะกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งเป็นแหล่งเงินกู้รายใหญ่ของโครงการรับจำนำข้าว แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ เพราะ ธ.ก.ส. ได้ปล่อยกู้สำหรับเป็นกองทุนหมุนเวียนสำหรับกองทุนนี้อยู่แล้วร่วม 90,000 ล้านบาท (ตามกรอบวงเงินของรัฐมนตรีจำนวนรวมทั้งสิ้น 500,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลได้ใช้เงินไปเต็มจำนวนแล้ว) และไม่มีสภาพคล่องเหลือให้กู้เพิ่มเติมอีก
ดังนั้น จึงมีการหันเข็มมายังธนาคารของรัฐอื่นๆ ได้แก่ ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย ซึ่งก็เผชิญกับการต่อต้านจากทั้งพนักงานและประชาชนผู้ฝากเงิน เช่นเดียวกันกับการที่จะขอกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์เอกชนโดยการออกเป็นพันธบัตรรัฐบาลในรูปแบบต่างๆ ก็ไม่ประสบความสำเร็จจนในท้ายที่สุดก็หันไปหาแหล่งเงินอื่นๆ ได้แก่ กองสลาก กองทุนประกันสังคม และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งกองทุนทั้ง 2 เป็นกองทุนเงินออมเพื่อการเกษียณของแรงงานและข้าราชการ กองทุนประกันสังคมมีสมาชิกที่เป็นแรงงานรวมประมาณ 12 ล้านคน และมีขนาดเงินกองทุนประมาณ 1 ล้านล้านบาท ส่วน กบข. เป็นกองทุนเงินออมของข้าราชการ 1.1 ล้านคนมีเงินกองทุนประมาณ 6 แสนล้านบาท ซึ่งพอปรากฏข่าวขึ้นก็มีการต่อต้านที่ค่อนข้างรุนแรงจากสมาชิก จนผู้บริหารต้องออกมาชี้แจงให้สังคมทราบ
การที่ธนาคารและกองทุนเหล่านั้นไม่สามารถจะปล่อยเงินกู้ให้กับรัฐบาลสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพที่มีจรรยาบรรณในการประกอบอาชีพ เพราะสถาบันการเงินหรือกองทุนเงินออมนั้นมีวัตถุประสงค์ของการดำเนินงานที่ชัดเจน คือ การรักษาเงินฝากของลูกค้าและเงินออมของสมาชิกไม่ให้เกิดความเสียหาย ด้วยหลักจรรยาบรรณที่จะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพราะสถาบันการเงินอยู่ได้ด้วยความเชื่อมั่นของประชาชน เพราะหากประชาชนหรือสมาชิกขาดความเชื่อถือแล้วก็จะเกิดสภาวการณ์แห่ถอนเงิน และจะทำให้สถาบันการเงินนั้นๆ ล้มละลายไปในที่สุด การปล่อยเงินกู้นั้นจะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ รอบด้าน ถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
นับตั้งแต่ ความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดที่จะกระทบต่อรายได้ (Market risk เช่น การขึ้นลงของอัตราดอกเบี้ย หรือดัชนีหลักทรัพย์) ความเสี่ยงต่อความสูญเสียของเงินต้น (Credit risk) แต่ในกรณีเงินกู้โครงการรับจำนำข้าวยังมีความเสี่ยงที่พึงตระหนักและให้น้ำหนักมากๆ คือ ความเสี่ยงด้านกฎหมาย (Legal risk) ที่ต้องคำนึงทั้งสองด้านคือกฎหมายรองรับว่าจะสามารถทำได้หรือไม่และความเสี่ยงว่ากฎหมายจะเป็นโมฆะหรือไม่ นอกจากนี้ที่สำคัญมากสำหรับองค์กรหรือหน่วยงานด้านการเงินคือความเสี่ยงต่อภาพลักษณ์ขององค์กร (Reputation Risk) ที่อาจทำให้ลูกค้าหรือสมาชิกคัดค้านประท้วงจนถึงขั้นแห่ถอนเงิน
ดังนั้น ข้อกล่าวหาหน่วยงานหรือสถาบันการเงินไม่สามารถจะปล่อยกู้ให้กับโครงการจำนำข้าว ทั้งๆ ที่รู้ว่าจะนำไปใช้หนี้ให้กับชาวนา แต่จรรยาบรรณวิชาชีพที่จะต้องรับผิดชอบต่อเจ้าของเงินก็ต้องถือปฏิบัติด้วยเช่นกัน ในขณะที่รัฐบาลเองก็ทางออกอื่นด้วยการระบายข้าวที่อยู่ในสต็อกที่อ้างว่ามีอยู่ถึง 18 ล้านตันข้าวสารออกไป เป็นการบริหารวงเงินที่รัฐบาลที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นที่มีอยู่ 500,000 ล้านบาท






