ตั้งแต่สมัยที่ผมยังเป็นเด็ก มีบทกลอนทำนายถึงอนาคตของประเทศไทยบทหนึ่ง ซึ่งลงท้ายด้วยคำว่า กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยจะถอยจมลง
ความหมายกว้างๆ คือ คนที่ “ต่ำต้อยไร้ค่า” ในคำนิยามสมัยนั้น จะมีอำนาจวาสนาขึ้น ในขณะที่คนที่ “สูงศักดิ์” กว่า จะถดถอยตกต่ำลง
คำทำนายนี้ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน เมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะทางการเมืองมักมีคนยกขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ ในการชักนำความคิดคนอ่านหรือคนฟังให้เป็นคุณกับฝ่ายตน อย่างไรก็ตามบทความนี้จะใช้ในความหมายที่เป็นกลาง นั่นคือสิ่งที่ด้อยกว่าจะเติบโตโดดเด่นขึ้น ขณะที่สิ่งดีเด่นกว่าจะถดถอยลง ในทางเศรษฐกิจและหุ้น
เริ่มต้นที่ประเทศต่างๆ ในโลกนี้ ย้อนหลังไปไกลอาจ 40 ปีขึ้นไป โลกของเราขณะนั้นดูเหมือนจะถูก “ครอบงำ” โดยประเทศที่พัฒนาแล้วคือประเทศซีกโลกด้านตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส ต่อมาเยอรมนีและญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจด้วย สัดส่วนการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกนั้นดูเหมือนว่าจะตกอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ขณะที่ประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนานั้น น่าจะโตช้าหรือบางประเทศถึงกับถดถอยลง
พูดง่ายๆ ประเทศที่จนอยู่แล้ว ยิ่งจนลง ปัญหาใหญ่คือ ประเทศเหล่านั้นมีเด็กเกิดใหม่มาก พูดกันสมัยนั้นคือ “ลูกมากยากจน” ประเด็นสำคัญคือ ประเทศขาดคนที่มีความรู้ เทคโนโลยีในการผลิต ทุนและผู้ประกอบการที่จะสร้างผลผลิตอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ดังนั้นคนที่มีอยู่มากและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก็ไม่มีประโยชน์ ตรงกันข้าม กลับเป็น “ภาระ” ที่ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจทำได้ยากขึ้น
ต่อมาเมื่อโลก“เปิดกว้าง”ขึ้น ผลจากความสงบ ปราศจากสงคราม ทั้งสงครามเย็นและสงครามร้อนของประเทศมหาอำนาจ ประเทศต่างๆ ก็เริ่มเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและให้เสรีภาพการเมืองแก่ประชาชนมากขึ้น การพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาก็เริ่มต้นขึ้นอย่างคึกคักโดยเฉพาะประเทศในเอเชียซึ่งนำโดยประเทศ “เสือแห่งเอเชีย” ที่มีประชากรน้อย และอยู่ในกลุ่มโลกเสรีในช่วงสงครามเย็นที่โลกยังไม่เปิดกว้างทั้งหมด
ต่อมาคือประเทศในเอเชียที่มีประชากรมากอย่างจีนและอินเดีย ที่ได้เปิดประเทศเต็มที่หลังสงครามเย็นสงบลง การเปิดประเทศทำให้ปัจจัยการผลิตสามารถเคลื่อนย้ายเข้ามาผลิตได้โดยสะดวก ปัญหาเรื่องความรู้ เทคโนโลยี ทุน และแรงงานหมดไป ดังนั้นการผลิตและการพัฒนาการเศรษฐกิจก็เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ผลคือ เศรษฐกิจประเทศยากจนที่ “เปิดประเทศ” จึงเติบโตเร็วก้าวกระโดด และกลายเป็น Emerging Economy ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ขึ้นทุกที ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วโตช้าลงไปมาก เนื่องจากระดับการพัฒนาที่สูงอยู่แล้วกอปรกับการที่ประชากรไม่ใคร่เพิ่มขึ้นและแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว
“กระเบื้อง” ชิ้นใหญ่มโหฬารอย่างจีน ได้เฟื่องฟูขึ้นมาแล้ว และน่าจะยังขึ้นต่อไป กระเบื้องชิ้นเล็กๆ อีกหลายชิ้นข้างบ้านเราเช่น เวียดนาม พม่า กัมพูชา ลาว กำลัง “เปิดประเทศ” ที่จะนำมาซึ่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจรวดเร็ว น่าจะเป็นกระเบื้องที่จะเฟื่องฟูลอยต่อไป และนี่คือจุดที่ไทยควรจะต้องเข้าไป “เกาะ” หรือเข้าไปมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ที่จะส่งเสริมให้เราก้าวหน้า หรือมีการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น เมื่อคำนึงถึงว่าประชากรของเราไม่ใคร่เพิ่มขึ้น และกำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว
ประเด็นปัญหาที่อาจจะเป็นอุปสรรคที่ทำให้เราไม่สามารถเข้าไปมีบทบาทคึกคักในประเทศเพื่อนบ้านคือ “ปัญหาทางการเมือง” และการบริหารประเทศที่ทำให้รัฐไม่สามารถกำหนดกลยุทธ์ดำเนินการที่เหมาะสม ตัวอย่างเห็นชัดช่วงนี้คือ ระบบการขนส่งและ Logistic ที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น ลองคิดดูว่าถ้าต้องใช้เวลาอีก 20 ปีเพื่อเชื่อมต่อรถไฟกับเพื่อนบ้าน เราจะเหลืออะไรเมื่อ“กระเบื้อง” ทั้งหลายได้เฟื่องฟูไปหมดแล้ว?
ผมพูดแต่เรื่องนอกบ้านซึ่งยังห่างไกลจากประเด็นการลงทุนในตลาดหุ้นอยู่บ้าง แต่ “กระเบื้อง” ไม่ได้มีเฉพาะในต่างประเทศ “กระเบื้อง” ที่อยู่ในบ้าน หรือคนไทยที่ด้อยกว่าด้านเศรษฐกิจในไทยเองก็มีมากมาย ว่าที่จริง ในอดีตย้อนหลังไป 40-50 ปี นั้น ต่างจังหวัดทั้งหมดของไทยมีสัดส่วนเศรษฐกิจน้อยมาก เมื่อเทียบกับกรุงเทพ จนคนแทบจะพูดกันว่า “กรุงเทพก็คือประเทศไทย”
ต่อมา อาจจะราว 20-30 ปีที่ผ่านมา เมื่อผมเริ่มทำงานเกี่ยวกับข้อมูลเศรษฐกิจและธุรกิจ ตัวเลขที่รู้สึกว่าเป็น “Magic Number” หรือตัวเลข “อัศจรรย์” ก็คือ กรุงเทพและปริมณฑลมักจะมียอดรวมของยอดขายของสิ่งต่าง ๆ ประมาณ 50% ส่วนต่างจังหวัดที่มีมากถึง 50-60 จังหวัดมีสัดส่วนรวมกันเท่ากับ 50% เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น ยอดขายรถยนต์ ยอดขายเทปเพลง และอื่น ๆ อีกมาก
ประมาณ 10-20 ปีที่ผ่านมา อาการกระเบื้องจะเฟื่องฟูลอยของจังหวัดหัวเมืองของไทยก็เริ่มขึ้น การเพิ่มขึ้นของรายได้ของประชาชนในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมทั้งหลาย โดยเฉพาะที่เป็นขนาดใหญ่เริ่มตั้งแต่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ต่อมาเป็นธุรกิจรถยนต์
นี่ยังไม่นับอุตสาหกรรมเกษตรและส่งออกทั้งหลาย ที่ถูกย้ายมาจากต่างประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่น นั่นส่งผลให้จังหวัดชายทะเลที่เป็นท่าเรือน้ำลึก เช่น ชลบุรีและระยองเติบโตขึ้นมหาศาล รายได้ต่อหัวสูงขึ้นเท่าเทียมหรือสูงกว่ากรุงเทพฯ
ต่อมาการท่องเที่ยวเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วก็ส่งผลให้จังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เติบโตขึ้นมาจากธุรกิจที่ให้บริการนักท่องเที่ยว และ “คลื่นลูกล่าสุด”คือจังหวัดชายแดนติดต่อกับประเทศกลุ่มอาเซียนที่กำลังเปิดประเทศ เช่น อุดรธานี แม่สอด อรัญประเทศ เชียงราย ซึ่งกำลังเติบโตรวดเร็ว อานิสงส์จากการค้าขายกับประเทศเหล่านั้นกำลังเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด การค้าขายผ่านชายแดนรวมกันน่าจะมีมูลค่าไม่น้อยกว่าการค้าขายกับประเทศใหญ่ ๆ ของโลกแล้ว
ตัวเลขกรุงเทพ 50% และต่างจังหวัด 50% นั้น ขณะนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ต่างจังหวัดของไทยโตเร็วขึ้น ขณะที่กรุงเทพโตช้าลง ธุรกิจหลาย ๆ อย่างเริ่มจะอิ่มตัว ร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11 เคยมีจำนวนร้าน 50% ในกรุงเทพขณะนี้กลายเป็น 45% และที่เปิดใหม่ก็เปิดในต่างจังหวัดมากกว่า เช่นเดียวกัน ชอปปิงมอลล์อย่างห้างของเครือเซ็นทรัลในระยะหลัง ๆ ต่างก็เปิดในต่างจังหวัดมากกว่ากรุงเทพ
สิ่งที่ตามก็คือร้านค้าทั้งหลาย ที่ขายสินค้าระดับสูงรวมไปถึงภัตตาคารที่ขายอาหารราคาสูงก็ขยายไปในต่างจังหวัดมากกว่าในกรุงเทพ ว่าที่จริงบริษัทที่ขายสินค้าให้กับผู้บริโภคที่ยังเติบโตได้ในเวลานี้ ส่วนใหญ่ก็มักจะต้องเน้นไปที่ต่างจังหวัดแทบทุกบริษัท
ครั้งหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ผมมีเวลาว่างหลังจากการบรรยาย และได้ไปเดินเล่นในห้างเซ็นทรัลที่เชียงใหม่ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือแทบจะไม่ต่างจากชอปปิ้งมอลล์ที่กรุงเทพฯเลย และทั้งหมดนั้นก็ทำให้สรุปว่า“กระเบื้อง” ในไทยนั้นกำลังเฟื่องฟูลอย กรุงเทพไม่ใช่ประเทศไทยอีกต่อไป
ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ข้อสรุปรวบยอดของผมคือ “กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยจะถอยจมลง” นั้น กำลังเป็น “เมกาเทรนด์” ในหลาย สิ่งของโลกและของประเทศไทย การวิเคราะห์หุ้นของเราจะต้องตระหนักในเรื่องนี้






