บรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นไทย ซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่เข้าสู่ภาวะสุญญากาศทางการเมือง
และช่วงเวลา ชัดดาวน์ กทม. มูลค่าการซื้อขายหุ้น แต่ละวันลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ จากระดับ 3 หมื่นล้านบาทต่อวันเหลือ 2 หมื่นล้านบาทปริ่มๆ
นักลงทุนต่างชาติทยอยขายต่อเนื่อง ล่าสุดนับตั้งแต่ต้นปี ต่างชาติขายออกมาแล้วรวม 2.8 หมื่นล้านบาท ทำให้ยอดขายสุทธิสะสมที่มีอยู่สูงถึง 2.1 แสนล้านบาท
หากพิจารณาการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ ย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2555 พบว่า ช่วงเวลาเดียวกันนักลงทุนต่างชาติ มียอดซื้อสุทธิมาตลอดทุกปี และปีนี้ถือเป็นปีแรกที่มียอดขายสุทธิ โดยปี 2555 มียอดซื้อสุทธิ 24,017.32 ล้านบาท ปี 2556 มียอดซื้อสุทธิ 5,909.10 ล้านบาท และล่าสุดปีนี้มียอดขายสุทธิ 28,108.84 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าว ถือว่าเป็นยอดขายที่มีนัยสำคัญ เพราะสามารถบ่งชี้ว่า ตลาดหุ้นไทย ไม่มีความน่าสนใจในตอนนี้ และท่าทางจะอีกยาว เพราะเท่าที่เห็นบรรดาคนในวงการตลาดทุนก็มีความคิดเห็นที่สอดคล้องกัน
โดย"จรัมพร โชติกเสถียร" กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ก็ออกมายอมรับว่า "ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองมีผลกระทบถึงกลางปีแน่นอน แต่เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว แต่เชื่อว่าดัชนีหุ้นสามารถกลับไปจุดเดิม ก่อนเกิดสถานการณ์ได้อีกครั้ง แต่จะใช้เวลา 3 เดือน 6 เดือน หรือมากกว่านั้น"
ส่วนเรื่องต่างชาติมียอดขายสูงขึ้นต่อเนื่อง เขามองว่าเป็นแค่การปรับพอร์ตลงทุนต่างชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเดียวกัน
ขณะที่บรรดานักวิเคราะห์ต่างชาติหลายแห่ง นำเสนอบทวิเคราะห์โดยพิจารณาถึงทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติจะพบว่ายอดสะสมสุทธิของต่างชาติ ตั้งแต่มีมาตรการคิวอี1-ปัจจุบัน พลิกเป็นติดลบ 2 หมื่นล้านบาทขึ้นไป จากยอดสะสมสูงสุดที่เคยซื้อ 2.2 แสนล้านบาท แต่หากรวม Capital Gain จะเหลือสถานะคงค้างต่ำสุดราว 7.84 หมื่นล้านบาท สะท้อนถึงโอกาสที่จะปรับลดลงแรงกว่านี้มีอย่างจำกัด หลังปรับฐานต่อเนื่องยาวนาน และยอดขายของต่างชาติ มีสัญญาณเบาบางลงต่อเนื่อง
รวมทั้ง“อาภาพร แสวงพรรค”ผู้อำนวยการฝายวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส (ประเทศไทย)ให้ความเห็นว่าช่วงนี้หากสังเกตให้ดี จะเห็นได้ว่า การปรับตัวลดลงของดัชนีหุ้นระยะนี้ จะเป็นลักษณะของการแกว่งตัวมากกว่า ปรับตัวลงแรง เพราะปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณของกองทุนต่างประเทศ ที่มีนโยบายการลงทุนระยะยาว 1 ปีขึ้นไปได้เข้ามาทยอยซื้อหุ้นขนาดใหญ่พื้นฐานดี โดยเฉพาะหุ้นที่มีคุณสมบัติสามารถต้านทานผลกระทบของความวุ่นวายทางการเมือง และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง แม้ปริมาณการซื้อจะยังไม่โดดเด่น แต่ก็เป็นสัญญาที่ดี
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลต่างๆ พอสรุปได้ว่าภาพรวมตลาดหุ้นไทยจากนี้ไปหากสถานการณ์การเมืองไม่มีความรุนแรงต่างไปจากปัจจุบัน ก็เชื่อว่า ดัชนีจะไม่ไปไหนการเคลื่อนไหวทิศทางขึ้นลงไม่แรง หรืออาจจะแค่แกว่งตัว ตามเหตุการณ์ที่มีผลกระทบในแต่ละวัน
จากสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ ก็ยังเชื่อว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาดทุนน่าเป็นปัจจัยในเชิงบวกมากกว่าปัจจัยในเชิงลบ ดังนั้น ดัชนีหุ้นไทยก็ยังมีความหวังว่า จะได้เห็นลักษณะขาขึ้นมากกว่าขาลง
ดังนั้นช่วงเวลาสุญญากาศเช่นนี้ จึงเหมาะกับการหันมาบริหารพอร์ตลงทุนของตัวเอง โดยเลือกหุ้นเข้าพอร์ตให้เหมาะกับสถานการณ์ พิจารณาระดับความเสี่ยงตัวเอง หากต้องการถือลงทุน 1 ปี ก็เลือกสรรได้ตามชอบใจเน้นดูพื้นฐานเป็นหลัก แต่ถ้าหากคิดอยากลงทุนประเภทเก็งกำไรระยะสั้น ควรเข้าออกให้ถูกจังหวะ และคาดหวังส่วนต่างแค่ 5-10% เท่านั้น เพราะในช่วงที่ตลาดซึมวอลุ่มเบา ทำได้ในระดับนี้ก็ถือว่า ฝีมีดีมิใช่น้อย





