วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่ออินเดีย "มองตะวันออก" ข้ามอาเซียน

วันที่ 26 ม.ค. 2557 ที่ผ่านมาเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของอินเดีย คือเป็นวันฉลองการสถาปนาอินเดียเป็นสาธารณรัฐหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

แขกเกียรติยศในปีนี้ก็คือนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น

ท่านผู้อ่านคงพอจำกันได้ว่าเมื่อ 2 ปีก่อน (พ.ศ. 2555) นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรก็เคยได้รับเกียรติจากรัฐบาลอินเดียให้เป็นแขกเกียรติยศของงานดังกล่าวเช่นกัน

การเชิญผู้นำต่างชาติรายใดมาเป็นแขกเกียรติยศแต่ละปีก็อาจจะแปลสัญญาณได้ว่า อินเดียกำลังให้ความสนใจกับใคร จะสังเกตได้ว่าตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา แขกเกียรติยศที่ได้รับเชิญล้วนมาจากประเทศทางทิศตะวันออกของอินเดียทั้งหมด นับตั้งแต่ ประธานาธิบดี ลี เมียง บัค ของเกาหลีใต้ (2553) ประธานาธิบดี บัมบัง ยูโดโยโน ของอินโดนีเซีย (2554) นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ (2555) กษัตริย์จิกมี่ วังชุก ของภูฏาน (2556) และปัจจุบัน นายกรัฐมนตรี อาเบะ ของญี่ปุ่น นั่นก็แสดงว่าอินเดียยังคงนโยบาย “มองตะวันออก (Look East)” อยู่

อินเดียเริ่มนโยบาย “มองตะวันออก” มาที่อาเซียนเมื่อปี 2534 หลังจากเห็นกระบวนการรวมตัวกันของอาเซียนมีความเข้มข้น มีการทลายกำแพงภาษีเป็นตลาดเดียว (Single Market) ที่ใหญ่ใกล้บ้านของอินเดีย ความสัมพันธ์พัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งในปี 2553 ทั้งอินเดียกับอาเซียนก็ประกาศเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน ในปีนั้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้นำอาเซียนและอินเดียได้มาพบกันถึง 2 ครั้งใน 1 ปี

แต่ถัดมา 2 ปี เสน่ห์ของอาเซียนก็ลดน้อยถอยลง ในช่วงที่ผ่านมาอินเดียให้การต้อนรับผู้นำและรัฐมนตรีจากประเทศเอเชียตะวันออกจำนวนมาก ที่มีความหมายมากที่สุดเห็นจะเป็นการเยือนอินเดียของพระเจ้าจักรพรรดิและจักรพรรดินีของญี่ปุ่นเมื่อกลางเดือน ธ.ค. 2556 และประธานาธิบดีเกาหลีใต้เมื่อต้นเดือน ม.ค. 2557 ก่อนหน้าที่นายกรัฐมนตรี อาเบะ จะมาเยือนปิดท้ายอีกครั้งในวันที่ 25-27 ม.ค. สิ่งนี้ตอกย้ำนโยบาย “มองตะวันออก” ของอินเดีย แต่กลับกลายว่า “มองตะวันออก” ข้ามอาเซียนไปแล้วหรือ

ในช่วงแรก อาเซียนทำตัวเป็นโบรกเกอร์ให้อินเดียได้เข้ามาร่วมเล่นรำวงในเวทีของอาเซียน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้นำอินเดียอาศัยใช้ประโยชน์นัดหมายพบปะกับผู้นำประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ในกรอบการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit - EAS) ที่มี อาเซียน 10 ประเทศ บวก จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และรัสเซีย สำหรับอินเดียแล้วเวที EAS จึงเป็นเสมือนยิงปืนนัดเดียวได้นก 17 ตัวในคราวเดียวกัน ภายในช่วง 2-3 วันของการประชุม EAS

ในขณะที่อาเซียนอยากเห็นอินเดียแสดงบทบาทในฐานะมหาอำนาจในภูมิภาคเพื่อสนับสนุนอาเซียน ประเทศคู่เจรจาอื่นก็ปรารถนาจะให้อินเดียเล่นบทบาทคานอำนาจกับจีน แต่อินเดียก็ยังมีท่าทีลังเล แน่นอนหากสิ่งใดเป็นผลประโยชน์ของอินเดียโดยตรงก็พร้อมจะเล่นด้วย แต่หากสิ่งใดยังคงเป็นเพียงนามธรรมและไม่ชัดเจน อินเดียก็จะวางตัวเองอยู่ตรงกลาง ในขณะเดียวกันอินเดียก็ใช้ประโยชน์จากเวที EAS ในการเชื่อมต่อผลประโยชน์ของตนกับประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความสนใจที่ต้องการเข้าร่วมในเวทีที่ใหญ่ขึ้น เช่น เอเปค (ซึ่งทั้งสหรัฐฯ และออสเตรเลียก็อยากสนับสนุน เพราะจะทำให้เอเปคกลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดและทำให้สหภาพยุโรปและจีนลดความสำคัญลง) หรือการเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้โดยตรง ซึ่งก็สมประโยชน์กับทุกฝ่าย เพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็อยากได้พวกในสภาพที่ความขัดแย้งของตนกับจีนต่างมีดีกรีแรงขึ้น

เมื่อเข้ามาอยู่ในเวทีรำวงของอาเซียนได้แล้ว อินเดียก็เริ่มหันมาผูกใจกับทั้งเกาหลีใต้และญี่ปุ่นโดยตรง นอกจากจะเพื่อร่วมกันคานอำนาจจีนแล้ว ยังดึงเอาทั้งสองประเทศเข้ามาร่วมพัฒนาเศรษฐกิจอินเดียด้วย เช่น เกาหลีใต้จะเข้ามาลงทุนในโครงการโรงถลุงแร่เหล็กของบริษัท Posco ของเกาหลีใต้ที่รัฐโอริสสามูลค่า 12.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อผลิตสินแร่เหล็กป้อนตลาดจำนวน 12 ล้านตันต่อปี หรือการดึงญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนโครงการระเบียงอุตสาหกรรมระหว่างเมืองเดลี-มุมไบ (Delhi-Mumbai Industrial Corridor - DMIC) มูลค่า 9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และแม้กระทั่งการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกของอินเดีย (รัฐอัสสัมและอรุณาจัลประเทศ) ซึ่งรัฐบาลอินเดียถึงกับเชื้อเชิญญี่ปุ่นให้เข้าไปร่วมพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวแต่ไม่อนุญาตให้จีนเข้าไปเพราะมีความขัดแย้งเรื่องพรมแดนกับจีน

ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังปรับดุลยภาพของตนเองในเอเชียตะวันออก (Rebalancing) อินเดียกำลังขยายความสนใจมายังเอเชียตะวันออก ไทยในฐานะที่เป็นเสมือนจุดเชื่อมในภูมิภาคอาเซียนคงต้องพยายามรักษาบทบาทของตนให้เป็นที่น่าสนใจต่อไป เรามักจะพูดถึงเรื่องความเชื่อมโยง (Connectivity) กับอินเดียบ่อยๆ แต่เมื่ออินเดียยอมให้ญี่ปุ่นบุกเข้าไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งจะเชื่อมโยงทางบกถึงอาเซียนแล้ว เราก็ควรที่จะแสดงบทบาทที่เด่นชัดร่วมกับญี่ปุ่นผลักดันโครงการถนนสามฝ่ายจากอินเดียผ่านพม่ามาไทยเสียเลย หรือแม้จะชักจูงให้อินเดียกับญี่ปุ่นร่วมกับไทยและพม่าในโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย ดีกว่าจะปล่อยให้อินเดียกับญี่ปุ่น “ก้าวข้าม” ไทยไปแทนที่จะแค่มองข้าม