รัฐบาลพยายามหาทางแก้ปัญหา สภาพคล่องโครงการรับจำนำข้าว โดยเฉพาะรัฐบาลค้างจ่ายใบประทวนชาวนา ในฤดูผลิตนาปี 2556/57
กว่าแสนล้านบาท ซึ่งล่าสุดยังไม่มีความชัดเจนนักว่า จะหาแหล่งเงินจากที่ใดมาใช้ในโครงการนี้ แต่หากดูประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากสภาพคล่อง หาใช่ประเด็นไม่มีสภาพคล่องในระบบ แต่เป็นประเด็นเรื่องการบริหารจัดการโครงการนี้มาตั้งแต่ต้น จึงนำไปสู่ปัญหาความไม่ชัดเจนทางกฎหมายในเรื่องการกู้เงินจากตลาดการเงินเพื่อมาใช้ในโครงการ
หากมองลึกลงไปที่โครงการนี้ ตั้งแต่เรื่องภาระต่อฐานะการเงินการคลังของประเทศ การทุจริตคอร์รัปชันในโครงการแทบทุกขั้นตอน การติดค้างค่าใบประทวนชาวนามานานหลายเดือน รวมทั้งการโยนความรับผิดชอบทางการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายตรงกันข้าม อาจกล่าวได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นปัญหาของการเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่นั่นเอง สังคมไทยวนเวียนกับปัญหานี้มานาน มีการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ตัวแทนเข้าไปจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ
เราไม่ได้ตำหนิว่าระบบตัวแทนประชาชน ที่ผ่านการเลือกตั้งนั้นได้สร้างปัญหาดังกล่าว แต่ปัญหาเกิดจากฝ่ายการเมืองของเราเอง ที่นักการเมืองมุ่งแต่เรื่องการแสวงหาอำนาจเพียง"มิติเดียว" โดยไม่คำนึงถึงมิติอื่นๆของสังคม อาทิ การวางแผนพัฒนาประเทศ ดังที่มีข้อสังเกตจากผู้ที่ทำงานด้านสังคมมานานว่านักการเมืองไม่สนใจในเรื่อง"ซับซ้อน" และ "ต้องใช้เวลา" ในทางตรงกันข้าม สนใจเพียงแต่เรื่องที่ได้คะแนนเสียงเฉพาะหน้าเท่านั้น โดยไม่สนใจความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ความล้มเหลวของโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดนี้ ถือว่าเป็น"สุดยอด"ของปัญหาที่เกิดขึ้น ในสังคมไทยในรอบหลายสิบปี กล่าวคือ ความเลวร้ายจากนโยบายทางการเมืองทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้น ได้ไหลมารวมกันอยู่ในโครงการนี้ในลักษณะนโยบาย"สุดขั้ว" นั่นคือ การทุจริตจากเจ้าหน้าที่ร่วมกับนักการเมืองและพ่อค้า(ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ) ความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการ และความอ่อนแอของภาคประชาชนที่เกิดจากความล้มเหลวของการพัฒนาประเทศ รวมทั้งการปัดความรับผิดชอบของนักการเมือง
ปัญหาที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ น่าจะเป็นบทเรียน"ครั้งยิ่งใหญ่"ของสังคมไทย ที่ต้องมาร่วมกันคิดอ่านว่าจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำซากและในที่สุดแล้ว สังคมไทยก็สูญเสียมหาศาลจากการดำเนินนโยบายของฝ่ายการเมือง ที่สำคัญไปกว่านั้น นโยบายในลักษณะนี้ นอกจากจะทำให้สังคมไทยสูญเสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์แล้ว ตัวนโยบายเองก็ได้สร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในสังคมอีกด้วย เพราะถูกนำไปใช้เพื่อแสวงหา"อำนาจ"โดยตรง
เราเห็นว่าการประเมินความเสียหาย หรือยุตินโยบายในลักษณะนี้เป็นเรื่องที่ต้องประเมินกันอย่างจริงจัง และหวังว่าสังคมไทยน่าจะได้"บทเรียน"ที่ต้องจดจำและนำไปใช้เพื่อดำเนินนโยบายที่เหมาะสมต่อไปในอนาคต ในขณะที่ผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นกับเกษตรกร นับล้านคนทั่วประเทศในขณะนี้ก็ต้องหาทางเยียวยา หากเราไม่สรุปบทเรียนและมีวิธีป้องกันนโยบายแบบเดียวกันนี้ ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นซ้ำอีก ดังที่เห็นจากป้ายหาเสียงครั้งล่าสุด เพราะนักการเมืองไม่สนใจสิ่งอื่นเลย นอกจาก"อำนาจ"เพื่อนำไปหาประโยชน์เฉพาะพวกพ้องตัวเอง






