"คิดว่าเรื่องนี้จะจบอย่างไร" เพื่อนผมถามผมเรื่องสถานการณ์การเมืองไทยขณะที่เรากินข้าวกลางวันกัน
คำถามของเค้าเหมือนเป็นไทม์แมชชีน พาผมเดินทางกลับสู่อดีต
จะว่าไปตอนนี้เหตุการณ์ในประเทศ น่าจะเหมือนบทหนังเรื่องหนึ่งที่กำลังเดินทางสู่จุดพลิกผันสำคัญ มีตัวละครทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน ศาล ทหาร ปปช. ตำรวจ นักวิชาการ ชาวนา สื่อ คนที่อยู่ดูไบ รวมถึงตัวละครสำคัญคนหนึ่งที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
ตั้งแต่เด็ก ผมเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ค่อยได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือ ไม่ค่อยได้เกี่ยวข้องกับประเทศไทยมากนัก เมื่อครั้งพฤษภาทมิฬ ผมดีใจที่ได้หยุดเรียนเล่นเกมส์อยู่หลายวัน จราจลปี 2553 ผมมองผ่านกระจก ดูควันไฟจากกรุงเทพฯที่ถูกเผา และภาวนาให้มันจบเร็วๆ ในวันที่ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมโหวตผ่าน ผมติดตามข่าวดาราประกาศแต่งงานกับอดีตสามีนักร้องอย่างไม่วางตา
ผมปล่อยให้การเมืองหรือประเทศไทยเป็นเรื่องของนักการเมือง เรื่องของผมคือการได้ทำตามฝันตัวเอง มีบ้านมีรถ มีหน้าที่การงานมั่นคง สมหวังในความรัก หน้าที่ของผมแค่ไปกาหมายเลขในคูหาก็สมบูรณ์แล้ว
รู้ตัวอีกทีความโลภก็กลายเป็นความถูกต้อง การตื่นรู้กลายเป็นสิ่งผิดกฏหมาย
"คิดว่ามันจะจบอย่างไร" เพื่อนผมถามซ้ำอีกครั้ง พาให้ผมกลับสู่โลกปัจจุบัน
เรื่องนี้จะจบอย่างไร สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่รัฐบาล หรือฝ่ายต่อต้านเท่านั้น แต่อยู่ที่ตัวละครตัวนี้
Paulo Coelho เคยบอกไว้ว่า When you repeat the mistake, it’s not mistake anymore. It’s decision.
ที่นิวยอร์คมีเว็บไซต์หนึ่งมีจุดยืนว่า “Real Uncensored Voice of New York” แต่ เพราะการแข่งขันด้านสื่อออนไลน์สูงมาก ปีหนึ่งมีเว็บไซต์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายพร้อมจะดึงความสนใจและเวลารับสื่อของคนอยู่ตลอด ทราฟฟิกของเว็บไซต์จึงเริ่มตก ทีมงานต้องหาทาง engage คนใหม่อีกครั้งบนจุดยืนของตัวเอง
และเค้าเชื่อว่า เรื่องราวที่แท้จริงของนิวยอร์คไม่ได้เกิดขึ้นจากใครคนใดคนหนึ่ง แต่สร้างจากเรื่องราวชีวิตของทุกคนที่อยู่ในเมืองนี้
ทีมงานเลยชวนทุกคนมาเขียนประสบการณ์ที่รู้สึกพิเศษ ที่เจอบนท้องถนนในแต่ละวันบนเว็บไซต์ จากนั้นทำเป็นละครบรอดเวย์เรื่องแรกในโลกที่เกิดจากการ co-creation จากเรื่องราวชีวิตจริงของนิวยอร์คเกอร์ “8 Million Protagonists” โปรโมทผ่านออนไลน์ Digital Outdoor ในบรอดเวย์ แท็กซี่ จนกลายเป็นข่าว ตั๋วการแสดงขายหมดล่วงหน้า 2 อาทิตย์ และสร้างทราฟฟิกเว็บไซต์เพิ่มขึ้น 20%
เว็บไซต์นั้นชื่อ NewYorkWritesItself.com
กฎวิทยาศาสตร์ระบุไว้ว่า 1+1 = 2
แต่กฎธรรมชาติสอนเราว่า 1+1 = 1
ตัวเรา + 64 ล้านคน = 1 ประเทศไทย
เรื่องส่วนรวมซ้อนทับในตัวเราเสมอ ไม่ว่าเราจะสนใจหรือไม่สนใจมัน ทุกคนต่างเป็นตัวละครที่เชื่อมโยงในบทภาพยนตร์ประเทศไทย ที่กำลังเผชิญกับจุดพลิกผันสำคัญ
ในขณะที่เรากำลังต่อสู้กับการเมืองคอร์รัปชันภายนอก เราก็กำลังต่อสู้กับคอร์รัปชันภายในตัวเราเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานมาสายกลับก่อนซึ่งเป็นการโกงเวลาทำงาน ให้เงินตำรวจเมื่อทำผิดกฏหมาย จ่ายแป๊ะเจี๊ยะเพื่อให้ลูกเข้าโรงเรียน ขายเสียง และอื่นๆที่เป็นการโกง
เราอยากเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา แต่ภายในตัวเราต้องเผชิญกับความย้อนแย้งของการเคี่ยวเข็ญให้เด็กเรียนตามระบบท่องจำ มากกว่าฝึกให้เค้าคิด ปลูกฝังให้เค้ามุ่งแข่งขันได้เกรดดีๆมากกว่าทำให้เค้ารักการเรียน มุ่งความเป็นเลิศด้านวิชาการ จนเบียดบังการขัดเกลาด้านศีลธรรม จนอาจทำให้เค้าโตขึ้นมาเพื่อเป็นคนเลวที่เก่งขึ้น
หรือแม้แต่ปฏิรูปปากท้องชาวนา ที่เราจะต้องต่อสู้กับความสะดวกสบายของเกษตรอุตสาหกรรมที่หยิบยื่นมาให้ ความสะดวกที่สร้างจากความลำเข็ญของกระดูกสันหลังของชาติ รวมถึงการต่อสู้กับหลักคิดทุนนิยมที่ว่าต้องมีให้เยอะที่สุด เพื่อแบ่งให้ชาวนา และอีกหลากหลายการปฏิรูปที่เราต้องต่อสู้กับข้างในตัวเรา
การตื่นรู้ของประชาชน เป็นสิ่งที่รัฐบาลคอร์รัปชั่นกลัวมากที่สุด
ที่สุดแล้วไคลแม็กซ์ทางการเมืองจะเป็นไคลแม็กซ์สำคัญของชีวิตพวกเราทุกคนและหากเราเข้มแข็งพอเราจะผ่านมันไปได้และกลายเป็นคนใหม่
"ไม่รู้เหมือนกันว่าจะจบอย่างไร" ผมสั่นหัวตอบเพื่อนไปตามความจริง
"รู้แต่ว่าเรื่องราวของประเทศไทยเริ่มที่ตัวเราและจะจบลงที่ตัวเรา"






