ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นอะไรบ้าง เมื่อหักลบคะแนนกันแล้ว (ผู้มาลงคะแนนเสียงร้อยละ 46.79 โหวตโนร้อยละ 16.57 บัตรเสียร้อยละ 12.05)
จำนวนผู้ที่ตั้งใจลงคะแนนให้พรรคการเมืองจึงเป็นร้อยละ 71.48 จากจำนวนประมาณยี่สิบกว่าล้านคน ก็เป็นประมาณ 14 ล้านคน (14,368,962 คน)
เนื่องจากไม่สามารถประกาศผลการเลือกของแต่ละพรรคการเมืองได้ จึงต้องประเมินเอาจากที่นักการเมืองแต่ละพรรคกล่าวเอาไว้ แม้ว่าข่าวที่ได้แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยได้รับการเลือกตั้งสูงที่สุด แต่ก็คงไม่น่าจะได้เสียงทั้งหมด หากประมาณการอย่างหยาบๆ ก็น่าจะได้ไม่ต่ำกว่าสิบล้านเสียง และควรจะอยู่ที่ประมาณสิบสองล้านเสียง
จำนวนผู้ไม่ไปลงคะแนน 20 กว่าล้านคนนั้น หากหักโดยประมาณว่าคนที่โดยทั่วไปก็ไม่ลงอยู่แล้ว 10 ล้านคน จำนวนคนที่ไม่ไปลงคะแนนเพิ่มขึ้นประมาณ 10 ล้านคน แน่นอนว่า ผู้ที่ไม่ออกไปลงคะแนนเสียงนี้ก็คงมีทั้งที่เห็นด้วยกับข้อเสนอไม่ไปเลือกตั้งของกลุ่ม กปปส. และด้วยสาเหตุอื่น แต่หากจะเหมารวมเอาก่อนว่าคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะไม่อยากเห็นการเมืองเป็นไปในลักษณะเดิมก็คงจะไม่ผิดมากนัก จำนวนคนที่คิดเช่นนี้เมื่อรวมกับผู้ที่ไปทำบัตรเสียและโหวตโนก็จะมีประมาณ 15 ล้านคน
หากไม่นับรวมคนในภาคใต้ ซึ่งจะเป็นฐานเสียงที่สำคัญของ กปปส. แล้ว ก็จะเห็นว่าจำนวนของผู้ที่ลงคะแนนให้รัฐบาลกับผู้ที่ไม่ลงให้รัฐบาลจึงไม่ห่างกันมากนัก ดังนั้น ผลการเลือกตั้งจึงอยู่ในสภาวะก้ำกึ่งระหว่างคู่ความขัดแย้งทางการเมือง
คู่ความขัดแย้งทางการเมืองทั้งสองฝ่ายจึงไม่สามารถใช้ผลการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ มาเป็นประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายตนได้มากนัก ทางพรรคเพื่อไทยที่จำเป็นใช้ฐานการเลือกตั้งเป็นความชอบธรรมรู้อยู่ว่าดุลอำนาจจากเสียงเลือกตั้งอยู่ในสภาวะก้ำกึ่ง และตระหนักว่าการที่ตนชนะไม่เด็ดขาดทำให้น้ำหนักในการต่อรองกับอำนาจอื่นๆ มีไม่มากเท่าที่คาดหวังเอาไว้ การขับเคี่ยวทางการเมืองกับอำนาจอื่นที่มีโอกาสจะวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะจึงเน้นไปที่จำนวนผู้ไม่ลงคะแนนทั้งหมดยี่สิบล้านคนว่าหากการเลือกตั้งเป็นโมฆะแล้วจะอธิบายอย่างไรกับคนกลุ่มใหญ่กลุ่มนี้ ไม่ใช่การเน้นเสียงที่ลงให้แก่พรรคของตน
ทางกลุ่ม กปปส. เองก็รู้ว่าตนเองก็ไม่ได้รับการสนับสนุนมากอย่างที่คาดหวังเอาไว้ การนำผลการเลือกตั้งมาใช้ประโยชน์ทางการเมืองอย่างจริงจังจึงไม่เกิด หากแต่พูดรวมๆ ไปในทำนองว่ากลุ่มตนเองได้รับชัยชนะ (ผมอ่านจากสื่อต่างๆ นะครับ ไม่ได้ดูสถานีโทรทัศน์บลูสกาย)
เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาในลักษณะนี้ การเมืองไทยหลังจากนี้ไปก็ยังคงอยู่ในสภาพที่ไม่ลงตัว ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การต่อสู้ทางการเมืองของคู่ความขัดแย้งก็จะดำเนินต่อไปและจะเข้มข้นมากขึ้น เกมการเมืองที่แต่ละฝ่ายจะหยิบมาเล่นกันก็จะมีทั้งการใช้แง่มุมกฎหมายรัฐธรรมนูญและการใช้อำนาจอื่นๆ มากดดันอีกฝ่ายหนึ่ง
การเลือกตั้งที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ก็จะต้องดำเนินการต่อไปให้ได้ ซึ่งก็กินเวลาไปอีกอย่างน้อยก็หลายเดือน รัฐบาลรักษาการต่อเนื่องต่อไป การเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส. ก็ดำเนินต่อไป สภาวะคลุมเครือในอำนาจ สับสนในการบริหารแผ่นดิน จะทำให้ทุกอย่างในสังคมไทยเริ่มถอยหลังมากขึ้น ความขัดแย้งทางการเมืองทุกระดับจะปะทุง่ายมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน สภาวะเช่นนี้จะกดดันให้ประชาชนจำนวนมากรับรู้ความเดือดร้อนทุกอย่างมากขึ้นๆ ความปั่นป่วนในความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งหลายจะเพิ่มสูงมากขึ้นกว่าเดิมมากทีเดียว หากนึกถึงความขัดแย้งในความสัมพันธ์ทางสังคมในชีวิตประจำวันของผู้คนในช่วงที่ผ่านมาว่ามีความตึงเครียดระดับใด ก็จงนึกถึงความตึงเครียดที่เพิ่มมากขึ้นสักสิบถึงยี่สิบเท่าก็แล้วกันครับ แม้ว่าเป็นคนรักใคร่ชอบพอกันแต่หากพูดไม่ถูกหู/ไม่ถูกแนวคิดทางการเมืองของตนก็จะกลายเป็นศัตรูไปได้อย่างง่ายดายกว่าเดิม (ทุกท่านเตรียมรับมือกับมหาภัยความตึงเครียดในความสัมพันธ์ทางสังคมได้แล้วครับ)
ในฐานะที่เป็นรัฐบาล (แม้ว่าจะเป็นรัฐรักษาการ) ที่ควรจะเป็นผู้ควบคุมและสร้างกลยุทธ์ทางการเมืองให้เกิดความราบรื่นในการบริหาร การปกครอง และชีวิตผู้คน ก็จะไม่ทำอะไรที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง หากดูจากที่ผ่านมาก็จะเห็นว่ารัฐบาลทำเพียงการประคองตนเองให้อยู่ในอำนาจไปเรื่อยๆ แก้ไขปัญหาหรือเบี่ยงเบนปัญหาไปวันๆ โดยที่ไม่พยายามที่จะรับผิดชอบสิ่งใดๆ การกล่าวว่า “ถอย” จนไม่รู้จะถอยอย่างไรแล้ว เป็นผลมาจากการไม่สามารถที่จะคิดกลยุทธ์ทางการเมืองในเชิงการจัดการได้ต่างหากไม่ใช่การแสดงความรับผิดชอบแต่อย่างใด
ในขณะรัฐบาล (รักษาการ) ยังคงอยู่และไม่สามารถคิดยุทธวิธีอะไรขึ้นมาได้ กลุ่ม กปปส. ก็จะสรรหาวิธีการเคลื่อนไหวนอกระบบที่พลิกแพลงมากขึ้น เพื่อที่จะดึงให้มวลชนของตนไม่ทิ้งไป เพราะหากมวลชนลดลงหรือหายไปเมื่อไร ทุกอย่างที่ลงทุนไปก็จบสิ้นลง
สังคมการเมืองที่ต่อสู้กับเพื่อแย้งชิงอำนาจเช่นนี้ ก็จะ “ดึง” เอาสถาบันสูงสุดเข้ามายุ่งเกี่ยวมากขึ้นๆ ดังที่เห็นจากการเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ทั้งหลาย โดยการ “ดึง” นั้นก็จะทำกันทั้งสองฝ่ายของคู่ความขัดแย้ง ซึ่งยิ่งจะส่งผลให้เกิดความคลุมเครือสับสนมากขึ้นไปอีก หลักการต่างๆ ของสังคมจะถูกละเมิดมากขึ้นๆ
ผมคิดว่าการที่หลายคนพูดถึงการล่มสลายของสังคมนั้นไม่ได้เป็นความวิตกจริตไปเอง (พี่) อาจารย์เสกสรร ประเสริฐกุล เคยพูดไว้ว่าสังคมไทยกำลังไต่อยู่ขอบปล่องภูเขาไฟ ซึ่งไม่ผิดจากที่กำลังเกิดขึ้น
ผมขอฝากทิ้งท้ายไว้ว่าเราจะคิดอะไรกันได้บ้างครับสำหรับสังคมไทยที่เรารัก





