วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อ 'มืออาชีพ' ประกาศ ไม่เป็นหนี้บุญคุณการเมืองใคร

“ผมอยู่ในวงการนี้มากว่า 20 ปี เข้ามาทำงานที่ กรุงไทย ด้วยความเป็นมืออาชีพ ไม่ใช่มาจากการเมือง

ไม่ได้เป็นหนี้บุญคุณใคร จึงไม่จำเป็นต้องตอบแทนใครด้วยผลประโยชน์ของประเทศชาติ...”

นี่เป็นคำแถลงของ คุณวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังจากพนักงานจำนวนหนึ่งของธนาคารรัฐแห่งนี้ ออกมาคัดค้าน การที่ฝ่ายบริหารจะให้รัฐบาลรักษาการกู้เงินไปจ่ายแก่ชาวนาในโครงการจำนำข้าว

คุณวรภัค ยืนยันว่า ข่าวลือว่าคณะกรรมการบริหารของกรุงไทย ได้ปล่อยกู้โครงการจำนำข้าวไปแล้ว 1.6 แสนล้านบาท ในช่วงสองสัปดาห์ก่อนหน้านั้น “ไม่มีมูลความจริง” และยืนยันว่าไม่มีการร้องขอจากหน่วยงานใดๆ ให้ปล่อยสินเชื่อดังกล่าว

คุณวรภัค บอกว่า กรุงไทยเป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาลสูง ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ โปร่งใส ยุติธรรม ตั้งแต่ยุคของ คุณอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ซึ่งเขารับไม้ต่อ ยืนยันว่าจะไม่ทำให้ กรุงไทย เกิดความเสียหาย

อีกทั้ง “ธนาคารยังไม่อยากยุ่งกับโครงการที่มีการทุจริต แต่โครงการรับจำนำข้าว มีการพูดกันอย่างหนาหูว่ามีความไม่ชอบมาพากล ที่ผ่านมา เราไม่เคยปล่อยกู้จริงๆ”

ก่อนหน้านี้ ฝ่ายบริหารและสหภาพแรงงานของธนาคารรัฐ เช่น ออมสิน และ ธ.ก.ส. ก็ได้แสดงจุดยืนปกป้องเสถียรภาพและความเป็นมืออาชีพในการบริหารเงินฝากของประชาชน อย่างแข็งขัน

เป็นการแสดงออกถึงความกล้าหาญทางศีลธรรม และความรับผิดชอบต่อองค์กรของคนในระบบราชการ ที่ไม่ค่อยจะได้เห็น อีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำว่าอำนาจการเมือง ไม่สามารถสั่งการให้คนในระบบราชการ ทำเรื่องที่ผิดหลักการธรรมาภิบาลและการบริหาร ที่เป็นมืออาชีพได้อีกต่อไป

ผมเห็นเค้าลางการปฏิรูปในจิตวิญญาณของคนไทย เพิ่มขึ้นทุกวัน

ถ้อยแถลงว่า “ผมเป็นมืออาชีพ ผมไม่เป็นหนี้บุญคุณใคร ผมไม่ต้องตอบแทนใครด้วยผลประโยชน์ของประเทศ” เป็นสิ่งที่คนไทยอยากจะฟังมานานแล้ว

เพราะเรารู้ว่าหนึ่งในความเลวร้ายของระบบการเมืองไทย คือ การที่นักการเมืองสามารถสั่งให้หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจทำอะไรหลายอย่าง ที่ไม่ควรทำ, ทำไม่ได้, ทำแล้วประเทศชาติเสียหาย แต่ก็ยังมีการทำมาตลอด เพราะว่าคนที่ได้ตำแหน่งสำคัญๆ ในหน่วยงานต่างๆ เหล่านั้น เป็น “หนี้บุญคุณ” นักการเมืองในระดับต่างๆ

เมื่อได้ตำแหน่งเพราะวิ่งเต้น หรือเพราะยอมสวามิภักดิ์ต่อนักการเมืองแล้ว นักบริหารหน่วยงานรัฐทั้งหลาย จึงกลายเป็นเครื่องมือการ “ทำมาหากิน” ของผู้มีอำนาจมาเสมอ

จนบ่อยครั้ง คนที่ได้ตำแหน่งบริหารรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยราชการสำคัญๆ จะเป็นแค่ “ลิ่วล้อ” หรือคนที่คอยรับคำสั่งจากนักการเมืองเท่านั้น มืออาชีพจริงๆ ที่มีความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีของความเป็นนักบริหารและความเป็นคน จะไม่ยอมรับตำแหน่งเหล่านี้เลย หรือมี ก็น้อยมาก

ดังนั้น เมื่อมี “มืออาชีพ” หลุดเข้ามาทำงานในตำแหน่งสาธารณะเช่นนี้ และกล้าประกาศว่า “ผมไม่มีหนี้การเมืองต้องชำระ” ก็ย่อมจะเป็นความหวังของคนทั่วไป โดยเฉพาะคนไทย ที่กำลังเรียกร้องให้มีการปฏิรูปบ้านเมือง อย่างจริงจัง

ยิ่งเห็นภาพของข้าราชการระดับสูง จากหลายกระทรวง ทั้งที่ยังทำงานอยู่และที่เกษียณอายุไปแล้ว ออกมาประกาศความเป็นอิสระ และเปิดโปงว่ามีการซื้อขายตำแหน่งราชการกันอย่างกว้างขวาง ก็ยิ่งทำให้เห็นว่าสังคมไทยจะต้องออกมาปกป้องข้าราชการที่มีความเป็น “มืออาชีพ” และทำงานบนหลักการของความถูกต้อง เพื่อสาธารณประโยชน์ ไม่ยอมรับใช้นักการเมืองเพื่อประโยชน์แห่งตน

สำหรับผู้บริหารหน่วยราชการของรัฐ ที่ประกาศจุดยืนเป็น “มืออาชีพ” ไม่วิ่งเต้นนักการเมือง ไม่เป็นหนี้บุญคุณผู้มีอำนาจ ผมขอคารวะเต็มหัวใจ...ครับ