คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปข้อมูลการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 ก.พ. ทั่วประเทศ จำนวน 68 จังหวัด
โดยไม่รวม 9 จังหวัดภาคใต้ คือ กระบี่ ชุมพร ตรัง พังงา พัทลุง ภูเก็ต ระนอง สงขลา และ สุราษฎร์ธานี ซึ่งไม่สามารถเปิดการลงคะแนนได้ ปรากฏว่ามีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 43,024,786 คน ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 20,530,359 คน คิดเป็น 47.72% แบ่งเป็นบัตรดี 14,645,812 ใบ คิดเป็น 71.34% บัตรเสีย 2,458,461 ใบ คิดเป็น 11.97% ผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน หรือ โหวตโน 3,426,080 ใบ คิดเป็น 16.69%
ความสนใจต่อการลงคะแนนในครั้งนี้ มุ่งไปที่คะแนนบัตรเสียและโหวตโน ว่าจะมีนัยสำคัญทางการเมืองอย่างไร และอาจทำให้นักการเมืองจำเป็นต้องคิด หรือกำหนดท่าทีของตัวเองต่อการลงคะแนนอย่างไร แม้ว่าเราไม่อาจตั้งความหวังให้มากนักว่าคนเหล่านี้จะมีการสนองตอบ หากรวมคะแนนทั้งสองส่วนในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีทั้งสิ้น 5,884,541 ใบ คิดเป็น 28.66% ซึ่งถือว่ามากกว่าทุกครั้ง อีกทั้งมีการเขียนข้อความจำนวนมาก เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อนักการเมืองและสภาพทางการเมืองไทยในปัจจุบัน
หากจะตีความในแง่กฎหมายว่าบัตรเสียหรือโนโหวต อาจมีเหตุผลต่างๆ กัน แต่ถึงอย่างไรการเลือกตั้งในครั้งนี้ก็ดำเนินการอย่างถูกต้อง อีกทั้งผู้ลงคะแนนที่เป็นบัตรดีนั้นมีจำนวนที่มากกว่า ดังนั้นจำนวนบัตรเสียหรือโนโหวตก็ไม่อาจล้มล้างผลการเลือกตั้งได้ ซึ่งบางฝ่ายมองว่าสัดส่วนของคนที่ไม่มาเลือกตั้งมีมากกว่าครึ่งหนึ่งนั้น เพราะเป็นคนที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้น จึงจะเหมารวมว่าเป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องยึดการลงคะแนนตามกฎหมาย
ดังนั้น สถิติตัวเลขต่างๆ ขึ้นอยู่กับการตีความทางการเมือง ว่าจะอ่านความหมายกันอย่างไร แต่จากการย้อนกลับไปดูตัวเลขสถิติของการเลือกตั้งในช่วง 3 ครั้งหลังสุด นับตั้งแต่มีวิกฤติทางการเมือง ก็พบว่ามีสถิติที่น่าสนใจที่ควรให้ความสนใจ ประการแรก ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้น โดยในปี 2548 ผู้มาใช้สิทธิ คิดเป็น 72.56% จากนั้นในปี 2550 เพิ่มเป็น 74.52% และ ในปี 2554 เพิ่มเป็น 75.03% แต่ในครั้งนี้ปรับลดลงเหลือ 47.72% เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นในวงกว้างและยืดเยื้อระหว่างมีการชุมนุมทางการเมือง
หากดูจำนวนสัดส่วนของบัตรเสีย ก็จะเห็นว่าสัดส่วนไม่มีความแตกต่างกันนักในแต่ละปี ในปี 2548 อยู่ที่ 2.89% ในปี 2550 อยู่ที่ 5.56% และในปี 2554 อยู่ที่ 4.90% มีเพียงในครั้งนี้เท่านั้นที่พุ่งไปสูงกว่า 10% ส่วนผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนก็พบว่ามีเพิ่มขึ้น จาก 1.11% ในปี 2548 มาเป็น 2.85% ในปี 2550 และ 2.72% ในปี 2554 โดยในครั้งนี้ถือว่าเพิ่มอย่างผิดปกติเช่นเดียวกับจำนวนบัตรเสีย คือ มีโนโหวต 16.69% ซึ่งถือว่ามีสัดส่วนที่สูงเช่นกัน นั่นสะท้อนให้เห็นความผิดปกติของการเลือกตั้งในครั้งนี้
เราเห็นว่า หากดูสถิติย้อนหลังและเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งในครั้งนี้ แสดงให้เห็นข้อมูลบางอย่างที่น่าใส่ใจเป็นพิเศษ ซึ่งไม่รู้ว่าฝ่ายการเมืองจะนำไปคิดเพื่อหาทางออกหรือไม่ นอกจากผลแพ้หรือชนะทางการเมืองเพียงด้านเดียว ยิ่งกว่านั้น หากดูสถิติย้อนหลังในส่วนของผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน จะเห็นว่ามีสัดส่วนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่นับรวมการเลือกตั้งในครั้งนี้ นั่นอาจชี้ให้เห็นว่าคนไทยเริ่มเบื่อหน่ายการเมือง หรือนักการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งข้อมูลตรงนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนนักการเมืองให้รู้ว่าควรจะทำอย่างไร






