ความจริงแล้ว ผมได้เตรียมยุทธศาสตร์888 นี้ไว้เพื่อโค่นพรรคขนาดยักษ์อย่าง "เพื่อไทย" ที่ได้ทรยศต่อเสียงของประชาชนในกรณี พ.ร.บ. นิรโทษกรรม
อย่างไรก็ดี พรรคใหญ่อีกพรรคก็ไม่ลงต่อสู้ในศึกเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น ณ เวลานี้คงไม่ใช่เวลาที่จะคิดช่วยพรรคใด เพราะ การช่วยประเทศไทยต่างหากที่สำคัญ
ยุทธศาสตร์นี้คือ 8 นโยบายทางเศรษฐกิจ ที่จะทำให้ เศรษฐกิจไทยโตได้ 8% โดยมีขนาดใหญ่กว่านโยบายเดิมของคุณทักษิณ 8 เท่าตัว แค่อ่านหัวเรื่องเท่านี้ท่านผู้อ่านก็คงคิดว่า "เพ้อเจ้อ" อย่างแน่นอน แค่สถานการณ์บ้านเมืองปกติก็ยากที่จะทำได้อยู่แล้ว ตอนนี้สถานการณ์การเมืองแตกแยกขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ซึ่งกระทบต่อการบริโภค การท่องเที่ยว และ การลงทุนอีกมากมายอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
ถ้าคิดว่าผมได้คาดหวังจากการเบิกจ่ายงบโครงสร้างพื้นฐาน พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท และ การบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านนะหรือ นั่นไม่ใช่หรอกครับ ดูเหมือนว่า 2 เรื่องนี้อาจจะไม่ง่ายนักเสียแล้ว หรือหากคิดว่า ผมคาดหวังจากเศรษฐกิจโลกที่จะฟื้นตัวอย่างเร็ว จนการส่งออกรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก นั่นก็ไม่ใช่เลย
ถ้าหากจะทำให้โจทย์นี้ยากขึ้นอีกด้วยการบอกว่า นโยบายเหล่านี้จะไม่เพิ่ม "ภาระการคลัง" ให้กับภาครัฐเลยแม้แต่น้อย นี่จึงนับเป็นโจทย์ที่ยากอย่างยิ่งปีนี้ 8% จะทำได้อย่างไรกัน เพราะขนาดอัดงบจำนำข้าวไปถึง 6-7 แสนล้านบาท โครงการรถยนต์คันแรกใช้เงินภาษีไปถึง 1 แสนล้าน เศรษฐกิจไทยปีนี้ยังเติบโตเพียง 3% เท่านั้นเอง โจทย์ยากขนาดนี้เชื่อว่า ไม่เพียงแต่นักเศรษฐศาสตร์ของทั้งภาครัฐและเอกชนเท่านั้น แม้แต่รัฐมนตรีเศรษฐกิจหลายท่านก็คง "งุนงง" อย่างมากว่ามันจะทำได้จริงๆ นะหรือ เราลองมาดูกันครับ นโยบายทั้ง 8 ที่ว่านี้ก็คืออะไรกันบ้าง
1.สินเชื่อไท้เก๊ก : ด้วยการยอมให้ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม สมาชิก กบข. สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ ผู้ถือหน่วย RMF LTF สามารถยืมเงินผ่านแบงก์รัฐ โดยองค์กรที่บริหารเงินบำนาญเป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อได้ โดยอัตราดอกเบี้ยก็อาจกำหนดไว้ราว 9% โดย 6% จ่ายให้กับแบงก์รัฐ 2% เป็นเงินภาษีรัฐ และ 1% เป็นค่าค้ำประกัน ดังนั้น คาดว่าจะมีผู้ได้ประโยชน์ราว 8 ล้านคน สร้างสินเชื่อเฉลี่ยหัวละ 8 หมื่นบาท เป็นเงินถึง 6.4 แสนล้าน ซึ่งวงเงินนี้ใหญ่กว่ากองทุนหมู่บ้านของพรรคไทยรักไทยถึง 8 เท่าตัว ประชาชนจากเดิมที่เคยผ่อนสินเชื่อเงินด่วนทั้งในและนอกระบบเดือนละ 3% ก็อาจเหลือแค่ 1% ของยอดสินเชื่อ ทำให้ประหยัดไปได้ 24% ต่อปีเป็นเงิน 1.5 แสนล้านบาท ประเมินค่าตัวทวีที่ 2 เท่าจะเพิ่ม GDP ได้ 3 แสนล้านบาท และ รัฐบาลได้ภาษีเพิ่ม 1.3 หมื่นล้าน
2. RMF-LTF ไท้เก๊ก : ลดวงเงินการหักลดหย่อนภาษีของเงิน 2 กองนี้ลงมาจาก 5 แสนบาทเหลือแค่ 1 แสนบาทต่อปี ด้วยวิธีนี้จะทำให้เงินที่เคยไหลเข้าราว 4 หมื่นล้านต่อปีก็จะกลับไปใช้จ่ายแทนที่จะไหลเข้าลงทุนในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น ซึ่งจะไปหมุนสร้าง GDP ได้ 8 หมื่นล้านบาท และ รัฐบาลได้ภาษีเพิ่ม 1 หมื่นล้าน
3. สลากไท้เก๊ก : หลังจากรัฐบาลได้เงินภาษีเพิ่มมาจาก 2 แหล่งข้างต้นเป็นเงินถึง 2.3 หมื่นล้าน ก็นำมาจัดทำเป็น "สลากไท้เก๊ก" ออกเลขท้าย 2 ตัว รางวัลละ 2 พันบาท และ เลขท้าย 3 ตัวรางวัลละ 2 หมื่นบาท ทุกเดือนตามเลขท้ายบัตรประชาชนของคนไทยที่มีสิทธิเลือกตั้งราว 48 ล้านคน นี่จะสร้าง GDP เพิ่ม 5 หมื่นล้านบาท
4. แทนคุณไท้เก๊ก : ในระบบประกันสังคมมีเงินกองทุนเหลือถึงกว่า 1 ล้านล้านบาท ขณะที่ผู้ประกันตนนั้นมีหลายคนที่มีภาระให้เงินแก่บิดามารดาทุกเดือน หาก สปส.จ่ายเงินให้กับบิดามารดาผู้ประกันตนซึ่งอายุเกิน 60 ปีคนละ 1 พันบาททุกเดือน ก็อาจดูแลได้ถึง 3 ล้านคน ตกเป็นเงิน 3.6 หมื่นล้านต่อปี ไม่มากเลยแม้เทียบกับเงินกองทุนของระบบประกันสังคม และเรื่องนี้ไม่เป็นภาระการคลังเลยแม้แต่น้อย แต่หมุน GDP เพิ่มได้ 7 หมื่นล้านบาท
5. เลี้ยงบุตรไท้เก๊ก : เพิ่มอายุจาก 0-6 ปี กลายเป็น 0-12 ปี ของผู้ประกันตน จ่ายเดือนละ 400 บาท ดังนั้น รัฐไม่ต้องใช้เงินเลย แต่นำเงินจากกองทุนประกันสังคมเพิ่มอีกปีละ 5 พันล้านบาท จะหมุน GDP ได้ราว 1 หมื่นล้านบาท
6. แทรกแซงไท้เก๊ก : กำหนดให้กองทุนบำนาญทั้งหลายต้องลงทุนในสัญญาซื้อเกษตรล่วงหน้าของประเทศไทยโดยเฉพาะ ข้าว และ ยาง เป็นสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 5% ของสินทรัพย์ เรื่องนี้จะทำให้เกิดการแทรกแซงสินค้าเกษตรเป็นเงินถึง 2 แสนล้านบาท ทำให้ข้าว และ ยางมีราคาดีขึ้น โดยที่กองทุนบำนาญให้เงินลงทุนเพียงเล็กน้อยราว 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น แต่เพิ่มกำลังซื้อได้ถึง 20 เท่าผ่านตลาดล่วงหน้า เรื่องนี้น่าจะเพิ่มราคาสินค้าเกษตรได้ไม่ต่ำกว่า 10% ดังนั้น เป็น GDP เพิ่มราว 1 แสนล้านบาท
7. ตลาดหุ้นไท้เก๊ก : กำหนดให้กองทุนบำนาญ (ซึ่งมี 4 ล้านล้านบาท) จำเป็นต้องลงทุนในหุ้นไทยไม่ต่ำกว่า 15% ของสินทรัพย์ ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยพยุงตลาดหุ้นได้อย่างดี อาจมีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นได้ถึง 2 แสนล้านบาทในปี 2557 ทดแทนการขายออกของต่างชาติได้อย่างดี อาจเพิ่ม GDP ได้อีก 1 แสนล้านบาท
8. ข้าวกล่องไท้เก๊ก : เรื่องนี้จำเป็นต้องใช้เงินภาครัฐ แต่เนื่องจาก GDP ที่เพิ่มมา 7 รายการรวมแล้ว 7 แสนล้าน (หรือราว 6% GDP) รัฐจึงมีรายรับจากภาษีเพิ่มขึ้นราว 1.2 แสนล้านบาท (17% ของ GDP ที่เพิ่ม) สามารถนำมาทำโครงการนี้ได้สบายๆ คือ การทำข้าวกล่องแจก 8 แปดหมื่นหมู่บ้านๆ ละ 100 กล่องทุกวัน หรือราวๆ 8 ล้านกล่องทุกวัน เป็นข้าวแบบพื้นๆ เช่น ข้าวไข่เจียว ข้าวกะเพราไก่ เป็นต้น โดยอาจแจกให้คนละ 2 กล่องทุกวัน วิธีนี้จะช่วยคนจนโดยตรงได้ถึง 4 ล้านคนต่อวัน ชาวบ้านก็จะประหยัดค่าอาหาร 2 กล่องไปได้ราววันละ 50 บาท หรือเดือนละ 1,500 บาท ต้นทุนในการจัดโครงการนี้น่าจะตกราว 5 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่ก็ช่วยลดสต็อกข้าวในโกดังลงไปได้บ้างพอสมควร จะหมุน GDP ได้ราว 1 แสนล้านบาท
เมื่อรวมทั้ง 8 นโยบายจะเห็นว่าสามารถเพิ่ม GDP ได้ถึง 8 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นราว 6.5% GDP และ เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในระดับต่ำๆ ปกติคือ 2% ต่อปีอยู่แล้ว ดังนั้น เป้าหมายที่เติบโตสูงได้ถึง 8% ต่อปีจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ไม่ยาก และ ที่สำคัญก็คือ ด้วยนโยบายเหล่านี้หนี้สินภาครัฐไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยแม้แต่บาทเดียวครับ






