การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งผลการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และการนับคะแนนในหลายจังหวัดได้ออกมาให้เห็น
แม้ว่าจะไม่ใช่คะแนนทางการที่ประกาศจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่จากผลการลงคะแนนในครั้งนี้ได้ชี้ให้เห็นความต้องการของประชาชนพอสมควร เพราะหากพิจารณาผลการลงคะแนนที่ออกมา ก็จะพบปรากฏการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นั่นคือ จำนวนบัตรเสียและผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้
หากพิจารณาข้อมูลโดยละเอียดจากจำนวนบัตรเสียและข้อความต่างๆ ที่ประชาชนผู้ใช้สิทธิเขียนไว้ในบัตรเลือกตั้ง ก็ยิ่งพบข้อมูลที่น่าสนใจยิ่งขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อมูลประณามหรือเขียนด่าทอรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรี รวมทั้งมีข้อความที่สนับสนุนแนวทาง หรือกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ซึ่งทำให้ต้องมีการตีความข้อมูลจากการเลือกตั้งในครั้งนี้ให้มากขึ้น เพื่อนำไปใช้ในกรณีที่ต้องการแก้ปัญหาความขัดแย้ง
ข้อความของบัตรเสียและมีข้อความเขียนโจมตีในบัตรเลือกตั้งนั้น ทำให้การแบ่งขั้วการเมืองก่อนเลือกตั้งนั้นไม่อาจมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ หรือ อย่างน้อยก็เป็นการวิเคราะห์ที่ผิดพลาด กล่าวคือ ก่อนการเลือกตั้งนั้นได้มีการวิเคราะห์ว่าหากคนที่ไปเลือกตั้งนั้นเป็นผู้สนับสนุนรัฐบาล หรือ การเลือกตั้งก่อนการปฏิรูป เพื่อรักษาระบบประชาธิปไตยเอาไว้ หากคนที่ไม่ไปเลือกตั้งถือว่าเป็นผู้สนับสนุนกลุ่ม กปปส. ซึ่งเป็นการวิเคราะห์การเมืองที่ค่อนข้างฉาบฉวยอย่างมาก เพราะขณะนี้ได้เกิดอีกกลุ่มที่กึ่งกลางระหว่างการแบ่งขั้วเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม ผลการลงคะแนนของประชาชนที่ผ่านมา ก็ได้สะท้อนหลายอย่างให้เห็น นอกจากสัดส่วนการใช้สิทธิทั่วประเทศมีไม่ถึงครึ่ง คือ ราว 45% ยังมีคะแนนของบัตรเสียและผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน ในสัดส่วนที่สูงมาก ซึ่งแน่นอนว่าในกลุ่มนี้อาจไม่มีความตั้งใจให้บัตรเสีย ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามปกติของการลงคะแนนเลือกตั้ง แต่ก็ไม่เคยมีสัดส่วนที่สูงกว่า 10% ในเขตการเลือกตั้งส่วนใหญ่ ดังนั้นหากดูคะแนนจริงที่จะประกาศต่อไปในอนาคต เราอาจพบว่ากลุ่มที่ไม่ลงคะแนนมีมากกว่าบางพรรคการเมืองด้วยซ้ำไป
จากคะแนนเบื้องต้นที่ทยอยออกมานั้น เราเห็นว่าทุกฝ่ายน่าจะนำข้อมูลที่ได้จากการลงคะแนนเสียงครั้งนี้ มาใช้ให้เกิดประโยชน์มากกว่าใครแพ้หรือชนะการเลือกตั้ง เพราะหากฝ่ายการเมืองนำผลคะแนนที่ได้มาใช้เพื่อหวังผลการเมืองเพียงอย่างเดียวนั้น ก็เป็นเรื่องยากที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองลงได้ ดังนั้น จึงน่าจะมีการสังเคราะห์ร่วมกันว่าการลงคะแนนในครั้งนี้ของประชาชน แม้ว่าจะยังไม่ทั้งหมด แต่ก็น่าสะท้อนเจตจำนงทางการเมืองในครั้งนี้ได้อย่างดีที่สุด
เราเห็นว่า หากเรานำคะแนนเสียงที่ได้และมาประเมินอย่างตรงไปตรงมา ก็จะเห็นว่าสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการนั้นคืออะไร เพียงแต่ว่าการประเมินนั้นต้องทำอย่างใจเปิดกว้างทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ มีประชาชนทั้งเลือกพรรคการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ และมีประชาชนที่เห็นต่างออกไป ดังที่เห็นได้จากพฤติกรรมการลงคะแนน ดังนั้น การนำผลการเลือกตั้งมาใช้เพื่อผลทางการเมืองเพียงด้านเดียว ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หรือ กลุ่ม กปปส. ก็ไม่อาจเห็นทางออกของสังคมได้ และมีแต่จะขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต






