ปิดหีบยังไม่ทันสนิท หลายเสียงพูดถึงการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะเสียแล้ว โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์
พูดมาตั้งแต่ยังไม่ถึงวันเลือกตั้งด้วยซ้ำ และได้ไปยื่นเรื่องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัย
อ่านข่าวแล้วหมั่นเขี้ยว...เหมือนแบ่งงานกันทำยังไงก็ไม่รู้
คาดการณ์เล่นๆ แบบยังไม่รู้เหตุผลศาล ว่าถ้าศาลวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ.เป็นโมฆะคงเป็นเรื่องแปลกประหลาดเอาการ และคงตอบคำถามในเชิงเหตุและผลยากอยู่ เพราะกลุ่มที่ทำให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นไม่ได้ (ไปขัดขวางการสมัคร ขัดขวางการใช้สิทธิ และกักหีบบัตร กับบัตรเลือกตั้ง) เป็นกลุ่มเดียวกับที่ไปยื่นศาลให้วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ
เหมือนวิ่งแข่งกัน ตัวเองไม่ลงไปแข่ง แต่ไปดักขัดขาคนที่ลงแข่ง พอเสร็จแล้วก็ไปบอกกรรมการว่ากระบวนการวิ่งแข่งไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม ก็แปลกๆ ดี
แต่ก็อย่างว่ายุคนี้อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ เพราะจะว่าไปผมก็ว่ารัฐบาลใช้ความพยายามน้อยไปหน่อย ในการแก้ปัญหาการขัดขวางการเลือกตั้ง และยังมีอีกหลายวิธีที่รัฐบาลทำได้ อย่างน้อยก็เพื่อรักษาชีวิตคนเอาไว้
เท่าที่นับๆ ดูมีคนหลายคนต้องตายไปเพราะคิดเห็นแตกต่างเรื่องการเลือกตั้ง (จำนวนไม่น้อยกว่าผูกคอตายเพราะไม่ได้เงินจำนำข้าว) กระทั่งวันสุดท้ายก่อนหย่อนบัตร มวลชน 2 ฝ่ายก็ยังปะทะกันที่หลักสี่ แม้ไม่มีใครตาย แต่ทราบว่าคนแก่ที่สุด 2 คนที่บาดเจ็บสาหัสอายุเกิน 70 คนหนึ่งอยู่ฝ่าย กปปส. อีกคนอยู่ฝ่ายหนุนเลือกตั้ง และหนึ่งในสองเสี่ยงเป็นอัมพาต
นี่คือความจริงอันโหดร้ายที่แทบไม่น่าเชื่อว่าท่านนายกฯหญิง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะไปยืนยิ้มหน้าหีบบัตรเลือกตั้งได้
การพยายามเดินหน้าเลือกตั้ง ชัดเจนว่าเหตุผลหลักไม่ใช่การรักษากติกาประชาธิปไตย (เพราะหลายเรื่องที่รัฐบาลนี้ทำ รวมทั้งรัฐบาลพรรคไทยรักไทยในอดีตทำก็ไม่ได้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย เช่น การประกาศสงครามกับยาเสพติดจนมีผู้เสียชีวิต 2,500 ศพ การตรวจสอบทรัพย์สินและภาษีกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง) แต่เนื่องจากการทำทีเป็นรักษากติกา ทำให้ฝ่ายตนได้เปรียบทางการเมือง ด้วยการประกาศความชอบธรรมได้ว่าตนเองมาจากการเลือกตั้ง...นั่นคือเหตุผลที่แท้จริง
ส่วนหลังจากเลือกตั้งแล้ว ใครจะไปฟ้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ รัฐบาลก็ไม่ได้ว่าอะไร แถมจะชอบเสียอีก เพราะจะได้เสนอพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ซึ่งคราวนี้พรรคประชาธิปัตย์ต้องลงสมัครด้วย ไม่อย่างนั้นเจอยุบพรรค
จะสังเกตได้ว่าตอนนี้แทบไม่ค่อยได้ยินคู่ขัดแย้งหลัก 2 ฝ่ายพูดเรื่องการปฏิรูปประเทศกันแล้ว...และก็คงไม่มีแนวโน้มจะนับหนึ่งปฏิรูป เนื่องจากหลังเสร็จศึกเลือกตั้ง ยังมีการชิงไหวชิงพริบทางการเมืองกันต่อ
จริงๆ แล้วสิ่งที่รัฐบาลกลัว คือ การชุมนุมประท้วงยืดเยื้อที่ลุกลามไปทำให้การเลือกตั้ง ส.ว. ในวันที่ 29 มี.ค. ไม่อาจกระทำได้ หรือต้องยืดเยื้อแบบการเลือกตั้ง ส.ส. เพราะจะส่งผลให้ ส.ว.ชุดเก่าทำหน้าที่ต่อไป และจะมีผลต่อการลงมติถอดถอนสมาชิกรัฐสภา 308 คนที่ร่วมกันเสนอและลงมติสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นที่มาของ ส.ว.
ส.ว.ชุดเก่ามีจำนวนหลายสิบคนอยู่ใน 308 คนที่ถูกยื่นถอดถอน หากเลือกตั้งล่าช้าออกไป การลงมติถอดถอนจะอยู่ในมือ ส.ว.ชุดเก่า และ "กลุ่ม 40 ส.ว." จะกลายเป็นเสียงส่วนใหญ่
นักการเมืองที่อยู่ในคิวถอดถอน ไม่ใช่แค่สมาชิกรัฐสภา 308 คน แต่ยังมีนายกฯยิ่งลักษณ์ในคดีจำนำข้าว ที่อาจถูก ป.ป.ช.ชี้มูลในรอบต่อไป
ข่าวว่าตอนนี้ฝ่ายการเมือง "รู้ทัน-ดักทาง" กันหมดแล้ว นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เตรียมปรับรูปแบบการชุมนุม ยุบเวทีทั่วกรุงเหลือเวทีเดียว เพื่อชุมนุมยืดเยื้อรอวันองค์กรอิสระลงดาบ
และความรุนแรงประปรายรายวันก็จะยังคงเกิดต่อไป มีคนตายเพิ่มขึ้นต่อไป เพื่อเซ่นสังเวยการช่วงชิงอำนาจทางการเมือง!






