เลือกตั้งโมฆะ...?

เลือกตั้งโมฆะ...?

หลังการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ประเมินกระแสจากหลายภาคส่วนของสังคมคราวนี้ ดูเหมือนว่าจะเทน้ำหนักไปในประเด็น

“การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ” หรือไม่ มากกว่าการมานั่งลุ้นจำนวนตัวเลข ส.ส. เหมือนเมื่อมีการเลือกตั้งปกติที่ผ่านๆ มา นั่น เพราะรู้อยู่แล้วตั้งแต่ต้นว่า เมื่อ พรรคประชาธิปัตย์ บอยคอตเลือกตั้ง อย่างไรเสียจำนวน ส.ส. ส่วนใหญ่ ก็คงจะเป็นคนของพรรคเพื่อไทย

แน่นอนว่า การจุดประเด็นเลือกตั้งเป็นโมฆะครั้งนี้ อาจจะไม่มีเรื่องการจ้างวานพรรคเล็กลงสมัคร การกำหนดวันเลือกตั้งที่รวบรัดเกินไป หรือ การหันคูหาออกทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549 หรือเกือบ 8 ปีก่อนนั้น เป็นโมฆะ แต่ประเด็นหลักที่จะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกเชื่อว่าจะเป็นโมฆะได้นั้น เซียนกฎหมายเมืองไทย อย่าง “มีชัย ฤชุพันธุ์” อดีตประธานวุฒิสภา ออกมาฟันธงก่อนแล้วว่า น่าจะเกิดจากการที่ กกต. ไม่อาจจัดการเลือกตั้งได้ในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร เพราะว่ามี 28 เขต ที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้

เมื่อย้อนเหตุการณ์เทียบเคียงกับการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549 กระบวนการฟ้องร้องจนนำไปสู่การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ นั้น ใช้เวลาประมาณเดือนเศษ คือ ศาลมีคำตัดสินเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2549 และมีการออกพระราชกฤษฎีกา กำหนดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 15 ต.ค. 2549 หรืออีกประมาณ 5 เดือนหลังจากวันที่ศาลตัดสิน แต่เกมการต่อสู้ทางการเมืองในครั้งนั้น จบลงด้วยการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ก่อนที่จะเกิดการเลือกตั้ง

หันกลับมาดูสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ที่ยังคงทวีความร้อนแรงหลังการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557 ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นชัดว่า การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เป็นทางออกของปัญหาความขัดแย้งอย่างที่ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร พยายามกล่าวอ้างมาตั้งแต่ต้น เพราะว่าผู้ชุมนุม กปปส. ไม่ได้ยุติการชุมนุม และฝั่งพรรคเพื่อไทยซึ่งชนะศึกเลือกตั้งครั้งนี้ แบบนอนมา ก็ไม่สามารถประชุมสภาผู้แทนราษฎร เลือกตั้งนายกรัฐมนตรี หรือจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ และยิ่งมีความพยายามที่จะเดินหน้าจัดการเลือกตั้งในเขตที่เหลือ เพื่อให้ได้จำนวน ส.ส. ครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ก็ยิ่งนำประเทศเดินเข้าสู่ความเสี่ยง

มีผู้รู้ทางการเมืองหลายคน ออกมา เรียกร้องให้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ และ กปปส. ตั้งโต๊ะหันหน้าเจรจากัน เพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมือง ที่น่าจะถือว่ารุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ เพื่อเริ่มต้นกระบวนการจัดการเลือกตั้งใหม่ เพราะไม่เช่นนั้น ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจของประเทศและความเดือดร้อนของประชาชน จะทบทวีขึ้น จากความพยายามที่ทั้งสองฝ่ายจะเอาชนะกันแบบ "ยอมหักไม่ยอมงอ"

เพราะว่าเมื่อมองไปข้างหน้าไล่เรียงดูปฏิทินการเมือง บนสมมติฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะ การออกพระราชกฤษฎีกาที่จะให้จัดการเลือกตั้งใหม่อย่างเร็วที่สุด น่าจะเป็นเดือนพ.ค. ตามที่ กกต. เคยกำหนดไว้ตั้งแต่ต้น หรืออาจจะช้าไปกว่านี้อีก 1-2 เดือน ซึ่งหมายถึง รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะรักษาการ ยาวต่อไปอีก และต้องเผชิญกับสารพัดปัญหา โดยเฉพาะปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องของโครงการรับจำนำข้าว ที่รัฐบาลค้างจ่ายหนี้ชาวนา กว่าแสนล้านบาท จะยิ่งเป็นแรงกดกันที่ถมทับ ซ้ำเติมรัฐบาล

กปปส. ชุมนุมกันต่อเนื่องมากว่า 3 เดือนแล้ว และยังคงเสียงแข็งยืนยันในหลักการ "ปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง" ถึงนาทีนี้ หากการเลือกตั้งถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ และคู่ขัดแย้งยังเผชิญหน้าอย่างแข็งกร้าวกันอยู่ จะไม่สามารถการันตีได้ว่า เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า จะมีความพลิกผัน รุนแรง บานปลาย สูญเสีย มากแค่ไหน

ถึงที่สุดแล้ว...สถานการณ์ก็ต้องบีบทำให้ทหารต้องออกมาทำรัฐประหาร เหมือนปี 2549 เข้าจนได้ ทั้งๆ ที่ ทุกฝ่ายต่างก็รู้ดีว่า ปัญหาของวันนี้ มีต้นตอมาจากปี 2549 แต่ก็ยังอยากจะกลับไปซ้ำรอยอีก แบบ "เจ็บแล้วไม่จำ"