เมื่อหลายปีก่อน ผมและคณะนักวิจัยกลุ่มหนึ่งซึ่งประกอบไปด้วยนักวิจัยจากหลายองค์กรรวมทั้งคณาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต
เราได้ทำโครงการวิจัยเรื่อง วงจรสถิติในรอบ 15 ปี กับ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ จากการศึกษาดังกล่าวทำให้ผมพบว่า ประเทศไทยของเราได้มีการเปลี่ยนแปลงหลายด้านทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากรและวัฒนธรรม พลวัตดังกล่าวทำให้การจัดการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าในวันนี้ ไม่อาจใช้วิธีการแบบเดิมๆ ด้วยการสมยอมตกลงกันในหมู่ชนชั้นนำเท่านั้น พลังอำนาจของประชาชนไม่ว่าฝ่ายไหนขยายตัวเพิ่มขึ้น และ ต้องการมีส่วนร่วมมากขึ้นในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ ระบอบการปกครองที่เหมาะสมที่สุดภายใต้สภาวะดังกล่าว ก็คือ ระบอบประชาธิปไตย
การดำเนินการใดๆ เพื่อปฏิรูปประเทศ เพื่อปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันจึงต้องอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เราจึงสามารถหลีกเลี่ยงความรุนแรงนองเลือดจากความขัดแย้งอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงใหญ่ได้
การปฏิรูประบบข้อมูลสถิติมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการปฏิรูปด้านอื่นๆ เพราะการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจที่ถูกต้องต้องยืนอยู่บนฐานข้อมูลสถิติที่ถูกต้องครบถ้วน ไม่ใช่อาศัยข่าวลือ ความรู้สึก ความเชื่อถือศรัทธาที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ความเคยชินหรือโหราศาสตร์มากำหนดทิศทางของบ้านเมือง
ระบบข้อมูลสถิติเป็นสิ่งสำคัญมากต่อการพัฒนาประเทศ เนื่องจากเป็นส่วนสำคัญในการใช้ในการวางแผนเพื่อตัดสินใจและการกำหนดนโยบายให้กับรัฐบาล ทั้งนี้ ข้อมูลสถิติที่ดี ต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัย และต่อเนื่อง สำนักงานสถิติแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลัก โดยมีหน้าที่ในการเก็บรวบรวมข้อมูลสถิติพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญของประเทศ อย่างต่อเนื่องยาวนานมากว่า 30 ปี โดยใช้วิธีการสำมะโนและสำรวจ ตลอดจนเก็บรวบรวมข้อมูลสถิติจากหน่วยงานอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลากว่า 30 ปี ทำให้มีข้อมูลสถิติอนุกรมเวลาครอบคลุมในทุกด้าน ได้แก่ ประชากร สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำไปใช้ในการวางแผน กำหนดนโยบาย ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติงาน ตลอดจนภาคเอกชน นักวิชาการ และนิสิตนักศึกษานำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ
ข้อมูลสถิติเศรษฐกิจและสังคมของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่มีการจัดเก็บอย่างต่อเนื่อง ยาวนานหลายปี ในปีหนึ่งมากกว่า 20 โครงการ เช่น สำมะโนอุตสาหกรรม สำมะโนธุรกิจการค้าและบริการ สำมะโนประชากร สำมะโนการเกษตร สำรวจอุตสาหกรรมการผลิต สำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน สำรวจภาวะการทำงานของประชากร สำรวจอนามัย และสวัสดิการ การสำรวจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นต้น หากนำข้อมูลสถิติอนุกรมเวลาแต่ละโครงการที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์ เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน จะสามารถสะท้อนการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และสังคมในมิติต่างๆ ว่าดีขึ้น หรือแย่ลง และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชน จากอดีตถึงปัจจุบัน ซึ่งอาจเป็นผลจากนโยบาย และมาตรการของรัฐบาล และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
ผมได้เขียนบทความทางวิชาการเพื่อสรุปเนื้อหาของโครงการวิจัย วงจรสถิติในรอบ 15 ปี กับ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เผยแพร่ลงในวารสารทางวิชาการของมหาวิทยาลัยรังสิต แต่ความรับรู้ก็จะจำกัดในแวดวงวิชาการ จึงนำเนื้อหาโดยย่อมาลงตีพิมพ์ในคอลัมน์ พลวัตเศรษฐกิจ เพื่อเผยแพร่ในวงกว้างมากขึ้น
ในทางเทคนิค การตีความทางสถิติ (Statistical Interpretation) จะต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่แน่นอน การใช้ต้นแบบเศรษฐมิติ (Econometric Model) มีเทคนิคค่อนข้างมาก จนบางครั้งอาจซับซ้อนเกินไป (Complicated) จึงควรใช้ตามความเหมาะสมของงาน ระบบสถิติที่ดีจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง (Integrity) ระบบสถิติไทยควรมีกลไกการป้องกันและลดการบิดเบือนทางสถิติ (Statistical Manipulation) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติการใช้ข้อมูลสถิติเพื่อหวังผลทางการเมือง ตารางแสดงทัศนคติต่อสถานะของสถิติไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน จากการรวบรวมประเด็นความข้อเสนอแนะจากการเสวนาและกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ต่อแนวทางการพัฒนาระบบสถิติไทย
ในส่วนของงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยระหว่างปี 2535 - 2550 ดำเนินอยู่บนกรอบการวิเคราะห์เส้นแกนเวลาที่แบ่งชั้นข้อมูลออกเป็น 6 ชั้น คือ 1) ตัวชี้วัดในระดับนานาชาติ 2) ประเด็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมโลก 3) ประเด็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมไทย 4) ข้อมูลการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น นโยบายคณะรัฐมนตรี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะเวลาการบริหารราชการแผ่นดินในแต่ละรัฐบาล 5) ข้อมูลด้านการดำเนินนโยบายภาครัฐ เช่น มติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ การวิเคราะห์ชั้นข้อมูลดังกล่าวจะดำเนินการภายใต้กรอบสาขาสำคัญ 4 ด้าน ตามกรอบเวลาข้างต้น โดย สสช. จะคัดเลือกประเด็นและชุดข้อมูลที่มีผลกระทบและความสำคัญสูงเป็นหลัก เพื่อลดความซับซ้อนในการวิเคราะห์ คือ ด้านการศึกษาและกำลังคน ด้านการค้าและการลงทุน ด้านโครงสร้างประชากรและสาธารณสุข และด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และ 6) ฐานข้อมูลสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในสาขาสำคัญ 4 สาขา ข้างต้น
ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2535 - 2550 ประเทศมีคณะรัฐมนตรี 10 คณะ ผ่านการรัฐประหาร 2 ครั้ง มีรัฐธรรมนูญใหม่ 2 ฉบับ (2540 และ 2550) เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจสำคัญในปี 2540 ในระยะเวลา 15 ปีนี้ ครอบคลุมแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 4 ฉบับ ตั้งแต่ ฉบับที่ 7 - 10 ช่วงเวลาดังกล่าว สามารถแบ่งยุคทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมไทย ออกเป็น 4 ยุคสำคัญ คือ ยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ (2535-2538) ยุคเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง (2539 - 2543) ยุคทักษิโณมิกส์ (2544 - 2549) และยุคเศรษฐกิจและสังคมหลังรัฐประหาร 19 กันยายน (2550 - ปัจจุบัน)
ด้วยเหตุนี้ พัฒนาการทางเศรษฐกิจไทยในช่วงกลางทศวรรษที่ 2530 จนถึงปัจจุบันจึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสำเร็จจากการกระจุกตัวของการพัฒนาเมือง (Urbanization) การพัฒนาอุตสาหกรรมและการบริการ (การเงินและการขนส่ง) ในกรุงเทพมหานครและเขตเศรษฐกิจตามแผนพัฒนาฯ แต่ล้มเหลวในการกระจายความเจริญสู่เมืองหลัก (Primal Cities) ต่าง ๆ ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจที่มีผลในระดับประเทศเกิดขึ้นแต่เฉพาะในเขตเมืองใหญ่ แม้ว่าคุณภาพชีวิตโดยรวมของคนไทยจะดีขึ้น แต่ความสามารถและโอกาสทางธุรกิจกลับกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ จึงเท่ากับว่า ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment, FDI) ในเศรษฐกิจอุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วนทางอุตสาหกรรมที่ต้องการเพียงแรงงานมีฝีมือราคาถูก (Labor-intensive Economy) แต่ล้มเหลวในการก้าวไปสู่เศรษฐกิจอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเข้มข้น (Technology-intensive Economy) ซึ่งในอนาคตของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ความท้าทายสำคัญของประเทศไทยคือ การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจและสังคมไปสู่ระบบฐานความรู้บนพื้นฐานของความยั่งยืนและความพอเพียง (Sustainable & Sufficiency Knowledge-based Economy/Society)






