ภายหลังจากที่รัฐบาลรักษาการนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตัดสินใจประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าการตัดสินใจครั้งนั้น
จะประสบความล้มเหลวอย่างมาก เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายต่อต้านรัฐบาลภายใต้การนำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ยังคงปักหลักชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก และเหตุการณ์อาจยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นหากรัฐบาลยังคงเดินหน้าที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2557 เพราะจากเหตุปะทะในวันเลือกตั้งล่วงหน้า เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา เป็นเสมือนสัญญาณของความรุนแรง หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าจัดการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ต่อไปเหตุการณ์ก็อาจบานปลายจนกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมือง
หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การเมืองไทยจะพบว่า นับตั้งแต่คณะราษฎร์ได้ทำการปฏิวัติและเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี พ.ศ.2475 จวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตการณ์ทางการเมืองมาหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์การปฏิวัติโดยประชาชน เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 โดยกลุ่มนิสิตนักศึกษาและประชาชนที่ต้องการเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาล จนเกิดการปะทะสู้รบกันระหว่างรัฐบาลกับประชาชน เป็นผลให้จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร ต้องหลบหนีออกนอกประเทศ
เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 ที่ประชาชนเคลื่อนไหวประท้วงรัฐบาลที่มีพลเอกสุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี และต่อต้านการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ซึ่งเป็นการรัฐประหารรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 จนนำไปสู่เหตุการณ์ปราบปรามและปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารกับประชาชนผู้ชุมนุม มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
รวมทั้งการปฏิวัติรัฐประหาร ในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยคณะทหารในนาม “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (คปค.) ซึ่งมี พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้า ได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย คปค. ให้เหตุผลที่ต้องยึดอำนาจว่า รัฐบาลในยุคนั้นมีการทุจริตผลประโยชน์ทับซ้อน การใช้อำนาจในทางมิชอบ การละเมิดจริยธรรมคุณธรรมของผู้นำประเทศ การแทรกแซงองค์กรอิสระ การละเมิดสิทธิเสรีภาพ และการบ่อนทำลายความสามัคคีของคนในชาติ จนนำไปสู่การทำรัฐประหารเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน
แต่อย่างไรก็ตาม การยึดอำนาจจากพ.ต.ท.ทักษิณ ในขณะนั้น ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาแบ่งแยกมวลชนออกเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายที่เห็นว่าประเทศชาติถึงจุดวิกฤติแล้ว รัฐประหารคือทางออกเดียวที่เหลืออยู่ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่ารัฐประหารครั้งนี้เป็นการตัดตอนกระบวนการประชาธิปไตยไทย เป็นการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่ได้ชื่อว่าเป็นของประชาชนมากที่สุด และได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งแยกประชาชนออกเป็น 2 ฝ่ายที่มีอุดมการณ์การเมืองที่แตกต่างกัน และดำเนินเรื่อยมาจวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
กว่า 80 ปี ที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย และนับว่าเป็นเวลาอันยาวนานบนเส้นทางสายการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่เต็มใบ และบ่อยครั้งที่การเปลี่ยนแปลงผู้นำหรือระบอบการปกครองทางการเมือง ส่งผลให้ประชาชนต้องสูญเสียคนรู้จัก ญาติ หรือพี่น้องร่วมชาติไปเป็นจำนวนมาก โดยรัฐบาลที่ไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ หรือ การใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ท้ายที่สุดก็จะนำพาสังคมเข้าสู่ภาวะวิกฤติ (Crisis)
“ภาวะวิกฤติ” (Crisis) โดยทั่วไปหมายถึง ความหายนะที่ใหญ่หลวง (Major Catastrophe) อันอาจเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ หรืออาจเป็นผลพวงจากความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) การแทรกแซง (Intervention) หรือแม้กระทั่งเจตนาที่มุ่งร้าย (Malicious Intent) และอาจหมายรวมทั้งภัยพิบัติที่สัมผัสได้ (Tangible Devastation) เช่น การสูญเสียชีวิตหรือทรัพย์สิน หรือ ภัยพิบัติที่ไม่สามารถสัมผัสได้ (Intangible Devastation) เช่น การสูญเสียความน่าเชื่อถือขององค์กรหรือความเสื่อมเสียเกี่ยวกับชื่อเสียง ส่งผลให้เกิดความรู้สึกไม่แน่นอน ความตึงเครียด รวมทั้งความเศร้าเสียใจจากการสูญเสียหรือพลัดพราก
ดังนั้น เหตุการณ์ทางการเมืองที่เข้าสู่ภาวะวิกฤติอาจต้องการองค์ความรู้หรือการสื่อสารในภาวะวิกฤติ (Crisis Communication) ที่เหมาะสม และแนวคิดของ Argenti (2009) ได้เสนอแนะ 8 ขั้นตอนการสื่อสารในช่วงภาวะวิกฤติ (Communicating during the Crisis) ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่หากเกิดความรุนแรงทางการเมือง ไว้น่าสนใจดังนี้ (อ้างจาก R.Chaisamrej, Ph.D.)
ขั้นตอนที่ 1 เข้าไปควบคุมสถานการณ์ให้ได้ (Get Control of the Situation) โดยรัฐบาล หรือ กลุ่มแกนนำต้องสามารถควบคุมสถานการณ์ให้เร็วที่สุดโดยจะต้องบ่งชี้ปัญหาที่แท้จริงให้ชัดเจน (Defining the Real Problem) ด้วยการอาศัยข้อมูลที่เชื่อมั่นได้ (Reliable Information) เป็นพื้นฐาน
ขั้นตอนที่ 2 รวบรวมข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (Gather as Much Information as Possible) การทำความเข้าใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นจุดเริ่มต้นในการรับมือกับวิกฤติ โดยการจัดการข้อมูลข่าวสารซึ่งมาจากหลายๆ แหล่ง และจำเป็นต้องมีผู้รับผิดชอบในการศึกษาข้อมูลอย่างลึกซึ้งในประเด็นต่าง ๆ
ขั้นตอนที่ 3 จัดตั้งศูนย์รวมการจัดการภาวะวิกฤติ (Set Up a Centralized Crisis Management Center) ในขณะที่ดำเนินการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับวิกฤตินั้น รัฐบาลหรือแกนนำต้องเตรียมการโดยจัดตั้งศูนย์รวมในการควบคุมและจัดการเกี่ยวกับวิกฤติ (Crisis Center) ซึ่งจะเป็นฐานในการสื่อสารทั้งหมดในช่วงภาวะวิกฤตินั้น
ขั้นตอนที่ 4 สื่อสารให้เร็วแต่เนิ่นๆ และบ่อย ๆ (Communicate Early and Often) โฆษกหรือฝ่ายสื่อสาร/ประชาสัมพันธ์ขององค์กร จำเป็นต้องพูดเท่าที่จะสามารถพูดได้ เพื่อให้ข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าวิกฤตินั้นเกี่ยวข้องกับภาวะคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สิน ต้องป้องกันมิให้กลุ่มผู้เกี่ยวข้องเกิดความรู้สึกตื่นตระหนก
ขั้นตอนที่ 5 เข้าใจในพันธกิจของสื่อมวลชนในช่วงภาวะวิกฤติ (Understand the Media’s Mission in a Crisis) รัฐบาลและกลุ่มแกนนำต้องนำเสนอข้อมูลที่เป็นจริงและรอบด้านให้กับสื่อมวลชนเพื่อนำเสนอสู่สาธารณะ เช่น รายละเอียดเกี่ยวกับเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายในเหตุการณ์ (Victims) ผู้ร้าย (Villains) และภาพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง (Visuals)
ขั้นตอนที่ 6 สื่อสารโดยตรงกับกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ (Communicate Directly with Affected Constituents) รัฐบาลและกลุ่มแกนนำจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสื่อสารกับกลุ่มผู้ชุมนุมและชุมชนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนหน่วยบริการฉุกเฉิน ผู้เชี่ยวชาญ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยอาศัยช่องทางและเทคโนโลยีการสื่อสารทุกๆ โดยเฉพาะสื่อสารออนไลน์ต่างๆ
ขั้นตอนที่ 7 จำไว้ว่าธุรกิจจะต้องดำเนินต่อไป (Remember that Business Must Continue) เมื่อนำมาประยุกต์ใช้ทางการเมือง อาจต้องเปลี่ยนเป็น “จำไว้ว่าประเทศชาติต้องดำเนินต่อไป”
ขั้นตอนที่ 8 เตรียมแผนในทันที เพื่อหลีกเลี่ยงหรือป้องกันมิให้เกิดวิกฤติอื่นอีก (Make Plans to Avoid Another Crisis Immediately) ภายหลังจากผ่านพ้นวิกฤติแล้ว ฝ่ายการสื่อสารองค์การควรร่วมมือกับฝ่ายบริหาร หรือผู้นำ เพื่อการสร้างความมั่นใจว่า หากมีวิกฤติเกิดขึ้นในอนาคตจะมีการเตรียมการเพื่อแก้ไขปัญหาได้ดีกว่าเดิม
แม้วันนี้ผู้เขียนยังไม่ทราบผลว่า การเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2557 จะเกิดขึ้นหรือไม่ และทิศทางการปฏิรูปการเมืองไทยในอนาคตจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ก็แอบมีความหวังเล็กๆ ที่จะเห็นรัฐบาล แกนนำ และผู้ร่วมชุมนุมอยู่บนเส้นทางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ไม่ต้องสังเวยชีวิตคนบริสุทธิ์จำนวนมากเพื่อการยุติปัญหา มีการสื่อสารในภาวะวิกฤติอย่างสร้างสรรค์และสันติ รวมทั้งเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว






