วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ข้างหลังภาพ

อ่ะ!อย่าเพิ่งคิดว่าดิฉันจะมาคุยเกี่ยวกับเรื่องนวนิยายชื่อดังของไทยกันนะคะ วันนี้ดิฉันได้รับแรงบันดาลใจการเขียนบทความนี้จากการไปดูภาพวาดต่างๆ

ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เป็นอีกสถานที่ที่ดิฉันชอบไปเยี่ยมชมไม่ว่าจะได้เดินทางไปที่ไหนก็ตาม เพราะฉะนั้นตอนที่ดิฉันกำลังศึกษาอยู่ในนิวยอร์ก ดิฉันจะหาเวลาไปที่ Museum of Modern Art (MoMA) และหนึ่งในภาพวาดที่ดิฉันชอบที่สุดคือ the Starry Night ซึ่งวาดโดย จิตรกรชาวดัตช์ Vincent van Gogh ซึ่งภาพนี้เป็นหนึ่งในภาพที่โด่งดังที่สุดในโลกและเคยมีคนตีราคาภาพนี้มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์

แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่ากว่าที่จะมีภาพนี้นั้น Van Gogh ต้องผ่านอะไรมาบ้าง เขาต้องผ่านการเป็นคนขายภาพ การเป็นนักศาสนา และเขาเพิ่งได้เริ่มมาวาดภาพอย่างจริงจังในช่วงสิบปีสุดท้ายของชีวิต ตลอดเวลาที่เขาล้มลุกคลุกคลานกับอาชีพศิลปินจิตรกรนี้ รูปที่เขาวาดขึ้นนับเป็นร้อยๆ รูปแทบจะขายไม่ออกเลย จน Van Gogh เองเคยกล่าวไว้ว่า เขาไม่สามารถไปเปลี่ยนความจริงที่ภาพวาดของเขานั้นไม่เป็นที่นิยมได้ แต่เขาเชื่อว่าสักวันหนึ่งผู้คนจะตระหนักว่าภาพวาดของเขานั้นมีค่ามากกว่าราคาของสีที่ใช้วาดอย่างแน่นอน...“I can't change the fact that my paintings don't sell. But the time will come when people will recognize that they are worth more than the value of the paints used in the picture”

ถึงจะไม่ได้รับความนิยมจากตลาดซื้อขายศิลปะในตอนนั้น Van Gogh ก็หาที่จะหยุดวาดภาพไม่ เขากลับเอาข้อเสนอแนะและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากจิตรกรท่านอื่นๆ และจากผู้ซื้อที่ไม่ชอบภาพวาดของเขามาปรับปรุงการผลิตผลงานของเขาโดยใช้ลายเส้นพู่กันที่หนาขึ้น กล้าใช้สีที่เข้มและฉูดฉานขึ้น จนในที่สุดเขาผลิตผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ได้ แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ Van Gogh เองไม่ได้มีโอกาสอยู่เชยชมความสำเร็จของตนเอง ไม่มีโอกาสที่จะรับทราบว่าศิลปะที่เขาได้จินตนาการและถ่ายทอดออกมาในภาพวาดเหล่านั้นได้รับความนิยมขนาดไหน เพราะเขาเสียชีวิตเมื่ออายุเพียง 37 ปีด้วยการปลิดชีพตัวเองหลังจากอาการทางจิตและร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ เราจะเห็นได้ว่าแม้ในเบื้องหน้าที่เราเห็นนั้นเป็นภาพที่สวยงามอย่างหาที่เปรียบมิได้ เบื้องหลังที่มาของภาพนั้นอาจใช้ชีวิตของคนทั้งชีวิตแต่งแต้ม จินตนาการสารแต่ง จนมาเป็นผลงานชิ้นเอกชิ้นหนึ่ง

เส้นทางชีวิตของเราก็เหมือนกับภาพๆ หนึ่ง กว่าจะได้ภาพที่สวยออกมาให้ผู้คนชื่นชม ตราตรึงได้นั้น เราอาจต้องวาดมันไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง หลายครั้งที่เราเพียงมองแต่ภาพที่สวยงามของคนที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งแล้วคิดไปเองว่าชีวิตเขาช่างสุขสบาย ชีวิตเขาช่างน่าอิจฉาเยี่ยงนัก แต่เราไม่อาจรู้ได้เลยว่ากว่าที่เขาจะมีวันนี้ได้นั้น ข้างหลังภาพนั้นจะหนักหนาสาหัสขนาดไหน

ยกตัวอย่างนักบาสเกตบอลผู้ยิ่งใหญ่อย่าง Michael Jordan ที่ไม่ว่าจะลงแข่งกี่ครั้งก็นำพามาซึ่งมหัศจรรย์ของเกมนั้นๆ จนมีคนยกย่องให้เขาเป็นนักบาสผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว แต่จะมีกี่คนที่ทราบว่านักบาสผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้กับไม่ได้รับคัดเลือกให้เป็นนักบาสประจำโรงเรียนมัธยมเพียงเพราะเขาไม่สูงพอ แต่ข้อจำกัดในส่วนสูงนั้นหาเป็นเครื่องบั่นทอนกำลังใจในการเล่นบาสของเขาไม่ ในทางกลับกัน เนื่องจากเขาเป็นคนไม่สูงในมาตรฐานของนักบาสอเมริกัน เขาจึงต้องหาวิธีมาทดแทนข้อด้อยเรื่องส่วนสูงที่ไม่สามารถแก้ไขของเขา จนทำให้ Michael Jordan สามารถกระโดดได้สูงมากและมีความว่องไวในการแย่งลูกบาสจากคู่แข่ง และที่สำคัญเขาฝึกฝนที่จะไม่ใช้แค่ร่างกายในการลงแข่ง แต่เขาใช้สมองในการหลอกล่อคู่แข่งจนตามเกมเขาไม่ทัน ทั้งหมดนี้เขาต้องใช้การฝึกฝนอย่างหนัก ต้องมีวินัยและความพรากเพียรจนกลายเป็นอีกหนึ่งในนักบาสที่โลกไม่อาจลืมได้

เราจะเห็นได้ว่าแท้จริงแล้วในทุกความสำเร็จ ดิฉันเชื่อว่ามีที่มา และส่วนใหญ่ที่มาแห่งความสำเร็จมักจะเต็มไปด้วยขวากหนาม แต่เมื่อเราสามารถผ่านขวากหนามนั้นไปได้แล้ว ปีติแห่งความสำเร็จก็จะเยี่ยมเยือนชีวิตเรา ดังนั้น จงอย่าได้ดูแต่ความสวยงามของภาพที่อยู่ต่อหน้าของคุณ แต่จงเชื่อได้ว่ากว่าจะได้มาซึ่งภาพที่อยู่ข้างหน้านั้น ข้างหลังภาพแต่ละคนต้องฝ่าฟันอะไรมาบ้าง และถ้าคุณกำลังเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังต้องฝ่าฟันวิกฤติอยู่ในขณะนี้ จงนึกเสียว่าคุณกำลังบรรจงสร้างสรรค์งานชิ้นโบแดงของชีวิตอยู่นะคะ