วันนี้เราต่างสุ่มไฟใส่ใจกันและกัน เพียงเพราะมุ่งมั่นจะเอาชนะกันบางเรื่องที่ไม่รู้ว่าจำเป็นจริงหรือไม่
โดยหลงลืมไปว่าใครชนะใครแพ้ก็ยังต้องเจอหน้าเจอตากันอยู่ดี ไม่ใช่พอชนะกันแล้ว คนแพ้จะหายสาบสูญไปไหน ก็ยังนั่งทำงานอยู่ด้วยกันอยู่ดี จะสุขจะทุกข์ในการงานนั้น พระท่านว่ามาจากตัวเราเป็นหลัก รอบตัวจะสบายแค่ไหนแต่ถ้า สุมไฟใส่ใจตัวเราเองอยู่เป็นประจำ การงานก็เต็มไปด้วยทุกขเวทนา รอบตัวลำบากยากเย็นแค่ไหน ข้างในใจเย็นเยือกเสียอย่าง ทุกข์ยากก็ทุเลาเบาบางไปได้
แต่ถ้าเราคิดกันว่าอย่างไรเสียฉันต้องชนะ แกต้องแพ้ คงทำให้ใจเยือกเย็นลงได้ยาก มีได้แต่ใจอำมหิตเลือดเย็นเท่านั้น วันหน้าแพ้ชนะกันแล้ว คนชนะสะใจอยู่พักหนึ่งแล้วก็กลับมาสุ่มไฟใส่ใจตัวเองใหม่ ด้วยความหวาดระแวงว่าเมื่อใดคนแพ้จะมาเอาคืน ชนะแล้วได้สารพัดอย่างมาดั่งใจ แต่ชีวิตการงานก็ยังเต็มไปด้วยทุกขเวทนา ไม่ต่างไปจากช่วงเวลาที่แก่งแย่งชิงชัยชนะกัน นักกีฬาทุ่มเทสุดแรงเพื่อแย่งชิงชัยชนะมาเป็นของตน แต่เมื่อการแข่งขันชิงชัยจบลง คนชนะดีใจ คนแพ้เสียใจสักพัก ก็จางหายไปกลับเป็นปกติดั่งเดิม เพราะมีกติกาชัดเจนว่าต้องแข่งชิงชัยกันอย่างไร มีกรรมการกำกับการชิงชัยนั้น ไม่ใช่มีแต่ผู้แข่งขันกับกองเชียร์เหมือนการแก่งแย่งชิงชัยกันในชีวิตจริงที่หากติกา หากรรมการได้ยาก แถมกรรมการวันดีคืนดีกลายเป็นผู้แข่งขันเสียเองเมื่อได้ไม่ดีดั่งใจ
การแก่งแย่งชิงชัยกันนั้น ไม่มีวันหมดไปจากชีวิตการงาน เพียงแต่ว่าจะชิงชัยกันอย่างไรแล้วให้เหมือนกับการแข่งขันกีฬา ชิงชัยกันเสร็จก็ยังมองหน้าทำงานทำการร่วมกันได้ อยากได้สันติสุขหลังชิงชัยกันในหน้าที่การงาน ต้องเริ่มต้นจากการหลีกเลี่ยงการชิงชัยที่ไม่จำเป็นออกไปก่อนปล่อยให้คู่กรณีชิงชัยกันแบบแมวบ้านทะเลาะกัน ลองสังเกตเวลาที่แมวที่เลี้ยงไว้ตามบ้านทะเลาะกัน กว่าที่เจ้าเหมียวคู่กัดนั้นจะลงแรงกัดกันจริงๆ ก็ส่งเสียงขู่กันอยู่พักใหญ่ เดาว่าคงคล้ายกับคนพยายามเจรจากันอยู่ เจรจาบ้าง ด่ากันบ้างสักพัก บางครั้งก็จบแค่นั้น ต่างฝ่ายต่างไป บางครั้งก็ออกแรงกัดกันสักหน่อย แต่กัดกันไม่นาน ไม่กัดกันจนตัวใดตัวหนึ่งบาดเจ็บปางตาย แมวบ้านรู้แพ้รู้ชนะจากการทะเลาะกันนั้นได้ดีเยี่ยม เรามักไม่ค่อยเห็นแมวกัดกันนานๆ ที่สำคัญคือแมวที่ไม่ใช่คู่กรณีเดินผ่านไปผ่านมาก็ไม่ได้เข้าไปร่วมวงกัดกันกับเขาด้วย ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ช่วยกันรุมกัดตัวใดตัวหนึ่ง แพ้ชนะก็เป็นเรื่องของคู่กัดนั้น
เราเรียนรู้จากแมวกัดกันได้ว่า ถ้าตัวเรามั่นใจว่าเราไม่ใช่คู่กัด ก็ขอให้ทำเหมือนแมวที่เดินผ่านไปผ่านมา คืออย่าผลักดันตนเองเข้าสู่การชิงชัยที่ชัยชนะไม่ได้ให้อะไรกับเรา ชนะก็งานเดิม แพ้ก็การเดิม ขอให้เลียนแบบแมวบ้าน อย่าเลียนแบบแมวป่า แมวป่ากับแมวบ้านต่างกันตรงที่แมวป่าทะเลาะกันเป็นฝูง แมวบ้านทะเลาะกันเป็นคู่ แมวบ้านเป็นนักเลงตัวจริง แมวป่าเหมือนหมาหมู่ ถ้าไม่ทราบว่าจะไปดูแมวป่าทะเลาะกันได้ที่ไหน ลองสังเกตดีๆ จะพบว่าสุนัขจรจัดในเมืองที่เห็นกันอยู่ทั่วไป แสดงอาการคล้ายแมวป่าคือถ้ามีตัวใดตัวหนึ่งถูกกัดอยู่ ตัวอื่นผ่านมาจะมาร่วมกัดเป็นหมาหมู่ด้วย สุนัขจรจัดไม่ค่อยกัดกันเป็นคู่ แต่มักรุมกัดกันเสมอ กัดกันนานๆ กัดกันจนย่ำแย่ถึงชีวิตก็มี ถ้าเข้าร่วมชิงชัยในเรื่องที่ไม่ควรจะยุ่งอยู่เป็นประจำแล้ว แพ้ก็ทุกข์เพราะไม่ได้ชัยชนะที่อยากได้ ชนะก็มีทุกข์ที่ต้องคอยปกป้องชัยชนะนั้นไว้ให้ได้ ดังนั้น ปล่อยให้คู่อริเขาด่ากัน ขู่กัน และกัดกันไปเถอะ ขอแค่เราหลบหลีกผ่านไปมาโดยไม่โดนลูกหลงจากการที่คนอื่นกัดกันก็พอแล้ว ดูตัวอย่างแมวบ้านทะเลาะกันไว้เยอะๆ อย่าตามอย่างแมวป่าเพราะทุกขเวทนาจะตามมาโดยไม่จำเป็น
หลบคู่อริที่กัดกันได้แล้ว ก็ต้องไม่ทำให้ตัวเรากลายเป็นคู่อริกับใครที่ทำงานด้วยกันโดยไม่จำเป็น ดังนั้น อย่าอ่อนไหวกับคำพูดจาของคนร่วมงานในประเด็นที่เราทุกคนต่างได้รับการสุ่มไฟใส่ใจมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน คนร่วมงานพูดเกินเลยไปบ้าง ใช้ตรรกะแปลกๆ ที่แตกต่างไปจากที่เราเล่าเรียนกันมา เดี๋ยวจริงเดี๋ยวอุปาทาน ก็อย่าถือจริงจังอะไรมากนัก คนเราถูกสุ่มไฟใส่ใจทุกวัน ตรรกะก็ต้องจืดจางไปบ้างเป็นธรรมดา ยามนี้ถ้าไม่อยากกลายเป็นคู่อริกับเพื่อนร่วมงานโดยไม่จำเป็น ก็อย่าอ่อนไหวไปกับการตะแบงแบบหน้าหนากว่าปกติมากนัก ตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้เราไม่อ่อนไหวเกินไปกับสรรพสิ่งเหล่านี้ คือการยอมรับสิทธิในการเห็นต่าง (Right to Disagree) ฝรั่งสมัยก่อนก็สุ่มไฟใส่ใจกันมานับครั้งไม่ถ้วน เจ็บตายจากเหตุนี้ก็มาก แต่สุดท้ายจบลงที่การยอมรับและเคารพสิทธิในการเห็นต่าง ถ้ายอมรับว่าทุกคนมีสิทธินี้แล้ว ตัวเราย่อมไม่กลายไปเป็นคู่อริของใครได้ง่ายๆ เราสามารถหลีกเลี่ยงการชิงชัยที่เกินเลยความจำเป็นในระหว่างเพื่อนร่วมงานที่นำไปสู่ความทุกข์ได้
ถ้าเราเคารพสิทธิที่จะคิดต่างเห็นต่างอย่างจริงใจเราจะตระหนักได้ว่าคนคิดต่างเห็นต่างไม่ใช่ศัตรู






