วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทางออกที่ปิดตาย

ความตึงเครียดในสังคมสูงมากขึ้น จนทำให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นรู้สึกถึงการสูญเสียความมั่นคงในชีวิตและเริ่มนำไปสู่ความสิ้นหวัง

และความรู้สึกเช่นนี้นี่แหละจะผลักดันให้ผู้คนเลือกใช้ความรุนแรงเป็นการตอบสนองการสูญเสียความหวังในชีวิตของตน

อารมณ์ความรู้สึกของผู้คนไม่ว่าเสื้อสีใด (อาจจะยกเว้นผู้ที่เชื่อมตนเองกับ “ม็อบ” อย่างลึกซึ้งซึ่งผมคิดว่าจำนวนไม่น่าจะถึงครึ่งของทั้งหมด) ล้วนแล้วแต่มองไม่ออกว่าสถานการณ์จะเคลื่อนไปอย่างไร สงครามกลางเมืองไม่ว่าเล็กและใหญ่จะเกิดขึ้นหรือไม่ ผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและชีวิตทางเศรษฐกิจของชาติจะเป็นอย่างไร ชีวิตของครอบครัวตนเองและของสังคมจะดำเนินต่อไปอย่างไร ฯลฯ

พรรคเพื่อไทยเน้นให้ใช้การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวในการแก้ไขความขัดแย้ง เพราะเชื่อว่าอย่างไรก็ตาม พรรคของตนก็ได้รับการเลือกตั้งมากกว่าพรรคอื่นและจัดตั้งเป็นรัฐบาลใหม่ได้แน่ๆ จึงต้องการที่จะใช้ผลการเลือกตั้งที่จะมาถึง ว่าตนเองได้รับเลือกตั้งจากประชาชนส่วนใหญ่ มาเป็นข้ออ้างในการลบล้าง (หรือทำให้ประชาชน) ลืมความไม่ชอบธรรมในการทำงานการเมืองที่ผิดพลาดในช่วงที่ผ่านมา

ความพยายามของรัฐบาลในการหาการสนับสนุนจากประชาชนและสังคมให้การเลือกตั้งอยู่ในกำหนดเดิม ไม่ว่าด้วยการประกาศตั้งสภาปฏิรูปหรือการระดมผู้คน/องค์นักธุรกิจและพรรคการเมืองเล็กให้มาร่วมสนับสนุนไม่ให้เลื่อนการเลือกตั้ง ก็ล้วนแล้วแต่แสดงความปรารถนาที่จะใช้เสียงเลือกตั้งเป็นหลังพิงความชอบธรรม

แต่น่าเสียดายที่ความพยายามหาหลังพิงจากสังคมกลับไม่มีผลทางการเมืองแต่ประการใด หากจะได้ก็แค่เอาไปพูดว่าปรึกษาหารือหลายฝ่ายแล้วเลื่อนไม่ได้เท่านั้นเอง เพราะสถานการณ์ทางการเมืองมันเดินไปไกลกว่าที่พรรคเพื่อไทยคำนวณเอาไว้ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นไม่มีทางที่จะแก้ไขหรือลดความขัดแย้งและตึงเครียดทางอารมณ์ความรู้สึกไปได้

แม้ในกลุ่มอิสระจำนวนไม่น้อยที่เคลื่อนไหวให้ดำเนินการเลือกตั้งตามกำหนดเดิมเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยเอาไว้ ก็ตระหนักดีว่าการเลือกตั้งไม่ได้แก้ไขปัญหาดังกล่าว แกนนำทางความคิดของกลุ่มนี้ได้แนะนำทำนองว่าหากพรรคเพื่อไทยสามารถจัดตั้งเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งได้ ก็ไม่ควรให้ยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะไม่สามารถรับผิดชอบฟื้นฟูรัฐให้เป็นกรรมการกลางที่เที่ยงธรรมได้พร้อมกับแนะนำให้เลือก ครม. จากคนนอกที่มีความรู้ความสามารถ

การยอมรับว่าหลังการเลือกตั้งก็ยังมีความขัดแย้งและ “ม็อบ” ก็ยังคงอยู่ ก็หมายความได้ว่าแกนนำทางความคิดของกลุ่มอิสระมองเห็นกลไกการเลือกตั้งภายใต้เงื่อนไขทางสังคมการเมืองเช่นนี้เป็นฐานความชอบธรรมประการหนึ่งให้แก่ปฏิบัติการการเมืองอื่นๆ ของรัฐบาลหลังเลือกตั้งที่จะทำให้สังคมเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างขัดแย้งน้อยลง

ประเด็นปัญหาก็คือการเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลรักษาการเช่นนี้ไม่ได้ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกว่าการเลือกตั้งจะดำเนินไปได้ด้วยดี (“บริสุทธิ์ ยุติธรรม”) อันจะนำไปสู่กระบวนการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “สังคม” ดังนั้น แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้รับเสียงเลือกตั้งที่มากพอจะตั้งรัฐบาล แต่ก็จะทำให้ความชอบธรรมจากการเลือกตั้งมีน้ำหนักไม่มากที่จะระดมผู้คนให้ร่วมและเห็นถึงปฏิบัติการทางการเมืองอันจะรื้อฟื้นรัฐที่เป็นกลางขึ้นมาได้

ผมเชื่อว่าคนจำนวนมากทุกเฉดสีต้องการการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งจะต้องมาพร้อมกับความหวังที่จะ “ปฏิรูป” เพื่ออนาคต แนวทางที่จะทำให้การเลือกตั้งมีความหมายทางการเมืองที่สำคัญเช่นนี้จะเป็นการสร้าง “ความหวัง” ให้แก่ผู้คนแทนที่จะซ้ำเติมให้เกิดความ “สิ้นหวัง” และจะเป็นฐานความชอบธรรมที่หนักแน่นสำหรับการรื้อฟื้นรัฐที่เป็นกลาง

ในระยะเวลาอันสั้นก่อนการเลือกตั้งนี้ แนวทางในการสร้างการเลือกตั้งที่ให้ “ความหวัง” แก่ผู้คนทำได้อย่างน้อยสองส่วนด้วยกัน ส่วนแรกที่ต้องทำเร่งด่วน ก็คือ รัฐบาลจะต้องทำให้การปฏิรูปนั้นมีความหมายทางการเมืองที่ทำให้ผู้คนเห็นอนาคต ด้วยการรื้อ “สภาปฏิรูป” ทั้งหมด ด้วยการเลือกคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมีความสามารถเข้าไปร่วมร่างแผนการปฏิรูปที่เป็นไปได้ โดยเน้นให้มีสัดส่วนจากหลายฝ่าย อาจจะเลือกจากทั้งฝ่ายวิชาการที่ต่อต้านรัฐบาล เช่น TDRI บางส่วนของนักกฎหมายที่พอคุยกันได้จาก กปปส. ข้าราชการเกษียณที่เคยทำงานเสนอแนวทางการปฏิรูป เช่น อาจารย์คณิต ณ นคร

การรื้อและสร้าง “สภาปฏิรูป” ให้มีความเป็นกลางนี้จะต้องผูกเข้ากับการลงสัตยาบันว่าหากพรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้งและเป็นรัฐบาลแล้วจะดำเนินตามข้อเสนอดังกล่าว พร้อมกับจะจัดเลือกตั้งใหม่ภายในหนึ่งปี การยึดโยง "สภาปฏิรูป" เข้ากับการเมืองเรื่องเลือกตั้งเช่นนี้ จะทำให้ผู้คนมี “ความหวัง” ทางการเมืองมากขึ้นกว่าสภาปฏิรูปที่ว่างเปล่าและกลวงโบ๋ที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ซื้อเวลาตั้งขึ้น

ส่วนที่สอง ก็คือ เมื่อจัดสถานะของสภาปฏิรูปแล้ว นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลรักษาการลาออก และให้ปลัดกระทรวงรักษาการแทน เพื่อที่จะไม่ให้กลุ่ม กปปส. และเครือข่ายนักกฎหมาย กปปส. ได้โอกาสในการผลักดันไปสู่การให้วุฒิสภาแต่งตั้งกลุ่มของตนขึ้นมารักษาการ เพราะจะกลายเป็นการจุดชนวนระเบิดการเมืองไปในทันที การลาออกและให้ปลัดกระทรวงดำเนินการการเลือกตั้งจะทำให้ผู้คนจำนวนมากรู้สึกได้ว่ามีคนที่ “พยายามเป็นกลาง” มาทำหน้าที่สำคัญนี้

ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ความชอบธรรมของพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมากก็จะเพิ่มขึ้นทันที ที่เสนอให้รัฐบาลนี้ลาออกจากการรักษาการนี้เป็นไปได้ตามรัฐธรรมนูญ รัฐมนตรีบางท่านออกอาการกลัวเสียตำแหน่งรักษาการด้วยการบอกว่าผิดรัฐธรรมนูญ หรือ ไม่มีระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็เป็นเรื่องตลก เพราะหากประสงค์จะออกก็ย่อมลาออกได้

ผมเสนอให้รัฐบาลรักษาการลาออก ก็เพราะว่ารัฐบาลทำผิดพลาดรุนแรงในหลายเรื่อง ที่แรงมาก ได้แก่ นิรโทษกรรมสุดซอย โครงการจำนำข้าว รัฐบาลก็น่าจะรับผิดชอบให้ถึงที่สุด (แค่ลาออกเฉยๆ ไม่พอ จริงๆ แล้วต้องเลิกเล่นการเมืองไปเลยหากมีความละอายเยี่ยงคนธรรมดา การดื้อด้านอ้างวาทศิลป์จอมปลอมว่าอยู่เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยนั้นเหลวไหลสิ้นดี)

อย่างไรก็ตาม ผมจั่วหัวว่าทางออกที่ปิดตาย ทั้งจากรัฐบาลและกลุ่ม กปปส. ผมคิดว่ารัฐบาลนี้ไม่มีทางที่จะลาออก เพราะทักษิณและกุนซือคิดว่าม็อบอยู่ได้อีกไม่นาน และหวังอย่างเต็มที่ที่จะใช้การอ้างผลการเลือกตั้งเป็นความชอบธรรมประการเดียวโดยไม่คิดรับผิดชอบการละเมิดพี่น้องประชาชนที่ผ่านมา ทาง กปปส. ก็หวังที่จะดึงทุกอย่างให้เป็นไปตามที่กลุ่มตนเองวาดหวังโดยไม่สนใจรับรู้การดำรงอยู่ของพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ร่วมกับพวกของตน

แต่ทางออกนี้หรือทางออกอื่นๆ ที่จะทำให้การเลือกตั้งมีความหมายทางการเมืองมากกว่านี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนจำนวนมากขึ้นมองเห็นว่าหากเลือกตั้งในเงื่อนไขนี้ รังแต่จะก่อปัญหามากขึ้นต่อไป หรือหากจะเลื่อนเลือกตั้งก็จะก่อความรู้สึกรุนแรงจากฝ่ายหนึ่ง หากคนเห็นด้วยจำนวนมากออกมาเคลื่อนไหวแสดงสัญญาลักษณ์พร้อมกันก็อาจจะเปิดประตูทางออกสังคมไทยได้ครับ