แม้จะมีการแถลงผลการตรวจสอบเบื้องต้น จากห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ กรณีกระทิง 23 ตัว
จากป่ากุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ
แต่ "คำตอบ"จากเวทีครั้งนั้นตัวแทนจากกรมปศุสัตว์ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ยังคงไม่กล้าเชื่อมโยง ถึงสาเหตุการตายของกระทิงฝูงนี้ ซ้ำยังเพิ่มความคลุมเครือมากยิ่งขึ้น
จากถ้อยแถลงของ นายปรีชา วงษ์วิจารณ์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์ บอกว่า ตรวจพบสารไนเตรท ในกระเพาะอาหารกระทิงในปริมาณตั้งแต่ 165 - 2,021 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมในกระทิงทั้ง 17 ซากตัวอย่างที่ตรวจแล้วเสร็จ และในจำนวนนี้ 9 ซากพบเชื้อแบคทีเรียคอสติเดียม โนวิอายส์ ( Clostridium novyi) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่พบอยู่ในดินทั่วไป แต่หากรับเชื้อนี้มากๆ ก็ทำให้ตายแบบฉับพลัน อีกทั้งยังเจอพยาธิเลือด (Anaplasma spp.) ในตัวอย่างกระทิงตัวที่ 2 และตัวที่ 15 และพยาธิดังกล่าวก็ทำให้สัตว์ตายได้เช่นกัน
ซึ่งผลทางวิทยาศาสตร์นี้ ปรีชา ยอมรับว่าเป็นเพียงสิ่งที่ตรวจเจอจากกระทิงทั้ง 17 ซากเท่านั้น เพราะมีตัวอย่างน้อย และค่อนข้างเน่ามาก ส่วนที่เหลืออีก 6 ซากยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ เนื่องจากเพิ่งเจอซากเมื่อสัปดาห์ก่อน
" รับรองว่าการตรวจของสถาบันฯ มีความน่าเชื่อถือ เพราะมีมาตรฐานไอเอสโอค้ำหัวอยู่ อะไรที่เป็นจริงและตรวจเจอ ก็จะออกมาตามนั้น ผมเล่าสิ่งที่ผมเจอ และเล่าสิ่งที่ผมรู้ แต่ถ้าจะบังคับให้บอกว่าอะไรเป็นต้นเหตุที่ทำให้กระทิงตาย คงเร็วเกินไป เพราะข้อมูลต่างๆ ที่ให้ตรวจสอบยังมีน้อยเกินไป หากจะให้ตอบได้ชัดต้องมีตัวอย่างมากกว่านี้ รวมทั้งการตรวจสอบรอยโรค ซึ่งจะช่วยให้ต่อจิกซอว์การตายของกระทิงได้ " ปรีชา ระบุ
กระนั้นก็ตาม เมื่อถูกสื่อเค้นถึงความเป็นไปได้ของการวางยากระทิง โรคระบาดสัตว์ และประเด็นอื่นๆ ในวงแถลงข่าวต่างปัดพัลวัน
ซึ่งเรื่องนี้เอง รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร คณบดีคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งข้อสังเกตผ่านกรณีของลูกหมีขาวขั้วโลก ชื่อดัง"เจ้าคนุต" วัย 4 ปีที่เกิดในสวนสัตว์เบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ที่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน แต่ทว่าทีมค้นรอยโรค เพิ่งจะมีข้อสรุปในต้นปีนี้เอง ว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ น่าจะเป็นต้นเหตุให้เจ้าคนุตตายกะทันหัน
เขา ย้ำว่า เช่นเดียวกับกระทิงป่ากุยบุรี การตรวจสอบที่ทำไปเพียงบางส่วน และได้รอยโรคที่ไม่ชัดเจนจากจุดเกิดเหตุ รวมทั้งคุณภาพของตัวอย่างที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้ผลทางวิทยาศาสตร์จึงสรุปผลออกมาแบบนี้
"ในการสอบสวนโรค ยังคงไม่สามารถตัดประเด็นใดๆ ทิ้ง แม้จะยังไม่พบโรคระบาดสัตว์ที่คนรู้จัก วิธีการคือต้องติดตามจากสัตว์ป่าที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งยอมรับว่าค่อนข้างยากมาก เพราะต้องมีขั้นตอนที่รัดกุม และลดการเสี่ยงต่อชีวิตของสัตว์ป่า ทั้งนี้เชื่อว่าการตรวจสาเหตุการตายของกระทิง ยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง แต่สังคมควรต้องรอ และไม่ควรเร่งสรุปแบบผิดๆ" เขา บอกทิ้งท้าย
ท่ามกลางการรอคอยคำตอบ และไขปริศนา อะไรที่ทำให้กระทิงป่ากุยบุรีตาย เราหวังว่าชีวิตของกระทิง อีกกว่า 120 ตัวในป่าแห่งนี้ คงจะปลอดภัย....






