การต่อสู้ทางการเมืองเที่ยวนี้ ไม่ได้เดิมพันกันด้วยการนำมวลชนไปปิดสถานที่ราชการ หรือการใช้เครื่องไม้เครื่องมือของรัฐบาล
ในการสกัดกั้นม็อบเท่านั้น แต่สมรภูมิยังขยายไปในโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะพื้นที่"สื่อสังคมออนไลน์" หรือ "โซเชียลมีเดีย"ด้วย
เป็นสมรภูมิที่ดุเดือด งัดข้อมูลทั้งจริงทั้งลวงมาตอบโต้กันไม่แพ้สมรภูมิในโลกจริง หรือ"โลกออฟไลน์"
ว่ากันว่าหากไม่ตั้งสติให้มั่น แล้วเปิดรับข้อมูลจากทุกด้าน อาจถึงขั้นมึนงง ตาลาย ไม่รู้จะเชื่อฝั่งไหนดี แต่หากเป็นกลุ่มที่พร้อมจะเชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยู่แล้ว ก็จะมีข้อมูลทุกมิติให้อ่านและนำไปดีเบตตอบโต้กับฝ่ายตรงข้ามอย่างจุใจ
ศึกรอบนี้ใครที่คิดว่าฝ่ายรัฐคงช้าเหมือนเต่าเช่นเคย คงต้องคิดใหม่ เพราะหน่วยงานความมั่นคงจัดทีม"โซเชียลมีเดีย"มากมาย คอยป้อนข้อมูล ปล่อยข่าว ตอบโต้ข่าว และชี้แจงข่าวอย่างรวดเร็วจนฝ่ายโค่นล้มรัฐบาลอย่าง กปปส. บางครั้งก็เพลี่ยงพล้ำเช่นกัน
ทีม "โซเชียลมีเดีย" ของฝ่ายความมั่นคง เรียกกันว่า "ทีมไอโอ" (Information Operation หรือ ปฏิบัติการข่าวสาร) มีทั้งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ของ ศอ.รส. ของ สมช. และของนายทหารระดับสูงบางนาย ขณะที่ฝ่าย กปปส.ก็มีไม่น้อยหน้ากัน และแต่ละฝ่ายก็ยังมี "กองเชียร์" ที่คอยช่วยกัน ทั้งสนับสนุนข้อมูลและแชร์ข้อมูลของพวกตัวเอง พร้อมๆ กับถล่มซ้ำข้อมูลของขั้วตรงข้าม
อาจารย์วันวิชิต บุญโปร่งจากวิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งศึกษาการใช้โซเชียลมีเดียในทางการเมือง เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า"การสัประยุทธ์ทางความคิด"ในสื่อสังคมออนไลน์
อาจารย์วันวิชิต อธิบายเรื่องนี้ระหว่างออกรายการทาง "กรุงเทพธุรกิจทีวี" ว่า พื้นที่สัประยุทธ์ทางความคิดของทั้งสองฝ่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์กำลังรุนแรงมาก โดยเฉพาะเมื่อเอาปริมาณหรือจำนวนของคนที่เข้าไปเสพในแต่ละช่องทางหรือแอคเคาท์เป็นตัวตั้ง ไม่ว่าจะเป็นของบุคคลสาธารณะ เช่น นักการเมือง หรือของหน่วยงานรัฐใดก็ตาม เมื่อมีคนเข้าไปเยี่ยมชมหรือแสดงความคิดเห็น หรือแม้แต่ "กดไลค์" กันเยอะๆ ตัวเลขนั้นได้กลายเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับเจ้าของแอคเคาท์ไปในตัว
ปัจจุบันจึงเกิดปรากฏการณ์ของคนที่อารมณ์ค้าง ไม่สามารถเอาชนะคะคานในบางประเด็นได้ ก็ไปสร้างโลกโซเชียลมีเดียในฝั่งตัวเอง เพื่อเอาตัวเลขไปหักล้างหักลบกับอีกฝ่าย ขยายไปอย่างไม่สิ้นสุด เหมือนทฤษฎีใยแมงมุม ขยายเน็ตเวิร์คไปเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่าทางออกที่แท้จริงอยู่ตรงไหน เพราะไม่ได้ตั้งใจเสนอทางออก กระทั่งติดกับดักทางความคิดของตัวเองไปเลยก็มี
อาจารย์วันวิชิต สรุปว่า สังคมไทยจะมีความแตกแยกทางความคิดมากขึ้นและกระจายมากขึ้นอย่างมโหฬารนับจากนี้ไป
ขณะที่ดร.เจษฎ์ โทณะวณิกคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม มองว่า สมรภูมิออนไลน์กำลังเป็นสมรภูมิที่อันตรายมากในเชิงการใช้ปริมาณเป็นตัวชี้วัด และมักเลือกที่คุณภาพน้อยกว่าปริมาณ นี่คือปัญหาที่สะท้อนต่อมายังประชาธิปไตยบ้านเรา ซึ่งแม้จะยอมรับร่วมกันว่าคนที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินคือคนที่ได้เสียงข้างมาก แต่ในระบอบการปกครองที่ดี ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องพูดถึง และต้องเป็นในเชิงคุณภาพด้วย ไม่ใช่แค่ปริมาณ
"ถ้าพูดแค่ว่า 'วันแมนวันโหวต' มีค่าเท่ากัน ก็เท่ากับไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย เพราะคุณภาพต้องมีอยู่ด้วยในประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง ถ้าใครติดกับดักอยู่แค่ว่า ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งแล้วจบ ก็เหมือนกับในสังคมออนไลน์ใครได้เสียงเยอะที่สุด คนนั้นต้องเป็นเจ้าโลกหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนั้น PSY ที่ร้องเพลงกังนัมสไตล์ ซึ่งมีคนเข้าชมกว่า 1 พันล้านวิว ก็ต้องเป็นจ้าวโลกไปแล้วสิ"
ดร.เจษฎ์ บอกด้วยว่า สิ่งที่อันตรายที่สุดยิ่งกว่าการไม่คำนึงถึงคุณภาพ คือ การเอาปริมาณไปสร้างความชอบธรรมทางการเมือง แม้สมรภูมิในโลกออนไลน์จะไม่สามารถฆ่ากันได้จริง แต่ถ้ามันทำให้สังคมมีฝักฝ่ายมากขึ้น แล้วออกมาสู่โลกออฟไลน์ มีการใช้กำลัง และยกระดับสู่การใช้อาวุธ...
นั่นจะเป็นหายนะของจริงของวิกฤติการเมืองเที่ยวนี้






