ฤๅคือชาติที่ล่มสลาย | ปิยศักดิ์ มานะสันต์

ไม่ว่าจะในทะเลทรายดูไบ ตึกสูงในอโศก หรือห้องสัมมนาในพัทยา ส่วนลึกที่อยู่ในใจผู้เขียนคือทางออกของวิกฤติการเมืองไทยในปัจจุบัน
เพื่อให้เข้าใจพัฒนาการการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ ใกล้ตัวผู้เขียนจึงมีหนังสือ Why Nations Fail ของศาสตราจารย์ D. Acemoglu และ J.A. Robinson ซึ่งบรรยายถึงพัฒนาการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของหลากหลายประเทศทั่วโลก
เพื่อตอบคำถามที่ว่า (1) ประเทศชาติจะประสบความสำเร็จหรือล่มสลายด้วยเหตุใด (2) เงื่อนไขหรือเหตุการณ์ใดทำให้ประเทศต่างๆ มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่แตกต่างกัน และ (3) การปฏิรูปประเทศที่กำลังจะล่มสลายให้ฟื้นกลับมาได้นั้น ต้องทำอย่างไร
สำหรับคำถามแรกนั้น การที่ประเทศจะมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง สังคมที่เป็นธรรมและการเมืองที่เข้มแข็งได้นั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของ “สถาบัน” (ทั้งหน่วยงานเศรษฐกิจ ระบบกฎหมาย สถาบันการเมือง และองค์กรกลางต่างๆ ที่มี/ใช้อำนาจรัฐ) เป็นหลัก
โดยประเทศที่ประสบความสำเร็จนั้นจะต้องมี “สถาบันบูรณาการ” (Inclusive Institution) กล่าวคือ ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนทุกฝ่าย มีการดูแลทรัพย์สินทางปัญญา สร้างการแข่งขันที่เท่าเทียม และยอมให้เกิดการทำลายอย่างสร้างสรรค์ (Creative Destruction) เพื่อให้องค์กร/ธุรกิจ/ภาคเศรษฐกิจที่ล้าหลังล่มสลายไป ขณะที่องค์กร/ธุรกิจ/ภาคเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพในการแข่งขันได้เติบโต
สำหรับประเทศที่ล้มเหลวนั้น จะมี “สถาบันสูบเลือด” (Extractive Institution) กล่าวคือองค์กรหรือหน่วยงานที่มีอำนาจรัฐจะมีวาระซ่อนเร้นที่จะสูบทรัพยากรของประเทศ เพื่อไปเลี้ยงผู้ปกครองหรือชนชั้นนำไม่กี่กลุ่มเท่านั้น (ทำให้ตนและพวกพ้องร่ำรวยมหาศาล) ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์หรือได้แต่น้อย
ซึ่งรูปแบบสถาบันเช่นนี้มักสอดคล้องกับรูปแบบของรัฐที่เป็นเผด็จการ ผู้นำมีอำนาจสิทธิขาด ลัทธินิยมพวกพ้อง ระบบอุปถัมภ์ และผลประโยชน์ที่แอบแฝงในหลากหลายภาคเศรษฐกิจของประเทศ
ถ้าเช่นนั้นแล้วเหตุใดชนชั้นนำที่เผด็จการ จะไม่อยากพัฒนาประเทศผ่านการสร้างสถาบันแบบ Inclusive เพราะหากประเทศเจริญแล้ว ตัวเขาเองก็จะได้ประโยชน์มากขึ้นด้วย คำตอบคือ Inclusive Institution มักจะต้องมาพร้อมกับ Creative Destruction ซึ่งจะเป็นการทำลายธุรกิจของตนและพรรคพวก ผู้นำเหล่านี้ไม่ต้องการให้เกิดการแข่งขันเนื่องจากเป็นการทุบหม้อข้าวของตน จึงยังคงสนับสนุนสถาบันสูบเลือดต่อไป
สำหรับเงื่อนไขที่จะทำให้ประเทศสำเร็จหรือล่มสลายได้นั้น ขึ้นกับ “ทางแยกทางประวัติศาสตร์” (Critical Juncture) ที่แตกต่างกัน แล้วแต่บริบทของเหตุการณ์และผู้เล่น ณ ขณะนั้น ว่าจะเป็นเช่นไร
ยกตัวอย่างเช่น ประเทศในทวีปยุโรปในยุคกลางจนถึงสมัยใหม่เผชิญกับ Critical Juncture เช่นเดียวกัน คือ การระบาดของกาฬโรค การเปิดเส้นทางเดินเรือในมหาสมุทรแอตแลนติก และการปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่ประเทศยุโรปตะวันตกและตะวันออกเลือกทางออกคนละเส้นทาง
โดยยุโรปตะวันตกและอังกฤษเริ่มลดระบบศักดินาและการผูกขาดการค้าโดยรัฐ ซึ่งนำไปสู่การแข่งขันมากขึ้น ยุโรปตะวันออกกลับเลือกที่จะคุมเข้มระบบอุปถัมภ์และการผูกขาดมากขึ้น จึงนำไปสู่รูปแบบของสถาบันต่างๆ รวมถึงระดับการพัฒนาการเศรษฐกิจที่แตกต่างกันในปัจจุบัน
กล่าวอย่างง่ายคือ หากประเทศเลือกจะลดการผูกขาด เพิ่มการแข่งขัน ประเทศก็จะพัฒนามากขึ้น แต่หากเน้นการผูกขาด ระบบพวกพ้อง เน้นการอุปถัมภ์ ประเทศก็จะตกต่ำและมีแนวโน้มเข้าสู่ระบอบเผด็จการได้
สำหรับคำตอบสุดท้าย ของการที่จะปฏิรูปประเทศให้พ้นจากหายนะต้องทำอย่างไรนั้น หนังสือกล่าวชัดเจนว่า ไม่ง่าย และต้องใช้เวลานานมาก แต่ก็เป็นไปได้ โดยต้องยอมให้เกิด Creative Destruction
กล่าวคือ ต้องยอมปล่อยให้ธุรกิจหรือองค์กรที่ไม่พัฒนาล่มสลายได้ เพื่อให้ธุรกิจ/องค์กร/ภาคเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ได้เติบโตขึ้น เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป ขณะที่รัฐและธุรกิจของรัฐต้องลดการเข้าแทรกแซงในภาคเศรษฐกิจลง
นอกจากนั้น องค์ประกอบสำคัญของการปฏิรูปคือการให้อำนาจแก่ประชาชนทุกกลุ่มในการเข้ามามีสิทธิมีเสียงในการกำหนดชะตาชีวิตของประเทศ โดยต้องทั้งฟังเสียงส่วนใหญ่และคำนึงเสียงส่วนน้อย มิฉะนั้นการปฏิวัติ/ปฏิรูปที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงการเปลี่ยนมือจากกลุ่มอำนาจเก่าไปยังใหม่เท่านั้น
ตัวอย่างที่แตกต่างกันคือ การปฏิรูปประเทศของอดีตประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวาของบราซิลในช่วงปี 1970 ถึงปัจจุบัน กับการปฏิวัติรัสเซียในช่วงปี 1920 โดยแบบแรกเป็นการปฏิรูปอย่างค่อยเป็นค่อยไปทีละจังหวัด และให้ประชาชนมีสิทธิเข้าร่วมพิจารณางบประมาณ จนนำไปสู่เศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ มีวินัยการเงินการคลัง
ขณะที่แบบหลังเป็นการยึดอำนาจจากพระเจ้าซาร์ไปสู่พรรคบอลเชวิก ที่นำไปสู่การแตกแยกทางชนชั้นและสงครามกลางเมืองในที่สุด
แม้ขณะนี้ไทยจะกำลังอยู่ปากเหว แต่ก็ยังเร็วไปที่จะหมดหวัง เพียงแต่หนทางรอดนั้นมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างแน่นอน แต่อย่างน้อยที่สุด ก้าวแรกที่เราจะทำได้ก็คือการที่ไทยทั้งผองจับมือกันสร้างความสมานฉันท์ และมองเพื่อนร่วมชาติด้วยสายตาที่เป็นมิตร เพราะจุดหมายของคนไทยทุกคนคืออยากเห็นประเทศไทยของเราทุกคนเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน และเป็นธรรมทั้งสิ้น
-------------------
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่






