วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตายแล้ว...เลิกเหอะ

จั่วหัวแบบนี้...ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้ราคา หรือความสำคัญกับชีวิตผู้ชุมนุมที่ต้องสูญสิ้นไปอย่าง คุณประคอง ชูจันทร์

จากเหตุปาระเบิดบนถนนบรรทัดทอง เมื่อ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา เพราะเหตุรุนแรงนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ขณะที่การชุมนุมของ กปปส.เกือบทั้งหมดเป็นการชุมนุมโดยสงบตามสมควร

และที่จั่วหัวแบบนี้...ก็ไม่ได้ละเลยชีวิตของผู้ชุมนุมและตำรวจอีก 2 นายที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะกันที่ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่นดินแดง เมื่อ 26 ธ.ค.ปีที่แล้ว รวมทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมากจากทุกเหตุการณ์ และล่าสุดสดๆ ร้อนๆ เมื่อวาน (19 ม.ค.) กับเหตุการณ์ปาระเบิดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ที่สำคัญ...คำว่า "เลิก" ไม่ได้แปลว่าให้ยอมแพ้ แต่เป็นการถอยเพื่อรักษาชีวิตผู้บริสุทธิ์เอาไว้

การสู้กับพวก "ฮาร์ดคอร์" หรือกลุ่มคนที่เลือกใช้ความรุนแรง เพื่อเอาชนะให้ได้ คงไม่ใช่การเดินผลัดเปลี่ยนกันไปให้เขายิงหรือปาระเบิดใส่ทุกวัน แต่ควรมีวิธีการที่ดีกว่านั้น และรักษาชีวิตคนมากกว่านั้น

เหตุการณ์เมื่อปี 53 น่าจะนำมาเป็นบทเรียน เพราะมีความสูญเสียตั้งแต่เริ่มต้นใช้ความรุนแรงเมื่อ 10 เมษาฯ ในปริมาณที่มากมายกว่านี้ แต่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและผู้ชุมนุมก็ไม่ได้หยุด

กระทั่งเข้าใกล้วันที่ 19 พ.ค.53 ก่อนถูกสลายการชุมนุม การปะทะกันเริ่มแรงขึ้น นับเฉพาะผู้บริสุทธิ์ที่ต้องถูกลูกหลง ไม่ใช่พวกที่ติดอาวุธหมายมาห้ำหั่นกันอยู่แล้ว ก็ยังมีมากมายหลายคน แม้แต่ฝ่ายทหารเองที่โดนปืนลั่นใส่เสียชีวิตก็ยังมี

แต่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ยอมหยุด จนนำไปสู่การสูญเสียชีวิตอีกเป็นจำนวนมาก ฝ่ายผู้ชุมนุมก็ไม่ได้ชนะ เพราะรัฐบาลในขณะนั้นไม่ได้ลาออก ไม่ได้ยุบสภา ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่ได้ชนะตลอด เพราะในการเลือกตั้งอีกปีกว่าต่อมาก็พ่ายแพ้ชนิดยับเยิน

แล้วชีวิตที่สูญเสียไปนั้นต้องสูญเสียไปเพื่ออะไร การเมืองพัฒนาขึ้นหรือไม่ รัฐบาลที่มาจากวาทกรรม "ไพร่-อำมาตย์" ก็ไม่ได้ทำอะไรเพื่อคนรากหญ้าที่ต้องมาตาย กลับหลอกลวงรากหญ้า โดยเฉพาะชาวนา (ไม่รวมชาวสวนยางพารา) ด้วยโครงการรับจำนำที่ขาดทุนมโหฬาร ป่านนี้ยังไม่มีเงินจ่าย

พวกแกนนำไม่ยอมตัดสินใจหยุดเพื่อรักษาชีวิตคน ทุกวันนี้ยังมีหน้ามีตา ร่ำรวยฟู่ฟ่า บางคนมีตำแหน่งเสนาบดี...นี่คือความจริงที่เกิดขึ้น

ฉะนั้นหาก คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ยืนยันว่าตัวเองดีกว่าผู้นำการชุมนุมในสมัยปี 53 จริง ก็ควรหยุด แล้วหาวิธีต่อสู้วิธีอื่น (ไม่จำเป็นต้องไปเรียกร้องอะไรรัฐบาล เพราะไม่เคยรับผิดชอบอะไรอยู่แล้ว)

ผมยังมองไม่เห็นว่าการนำมวลชนออกมาปิดกรุงเทพฯ ในยุคที่บ้านเมืองแตกแยกเป็นเสี่ยงๆ รัฐบาลมีมวลชนที่สนับสนุนตัวเองจำนวนไม่น้อย แถมยังเกลียดฝ่ายที่นำมวลชนออกมาไล่ชนิดฆ่ากันได้ จะนำไปสู่บทจบที่เรียกว่า "ชัยชนะของประชาชน" ได้อย่างไร

ในเมื่อรัฐบาลเขาไม่ลาออก เขาอ้างความชอบธรรมสากลว่าด้วยการคืนอำนาจโดยการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ทั้งที่จริงๆ จะเพื่อรักษาอำนาจ หรือฟอกผิด หรืออะไรก็ตามแต่ ทว่าทั่วโลกเขาเข้าใจว่านี่คือการคืนอำนาจแล้ว ฉะนั้นก็ต้องบอกว่า "ศึกในยากจะเอาชนะ ศึกนอกยังโดนกดดันอีก" แล้วมันจะได้ชัยชนะอย่างไร

ประเทศไทยและเทคโนโลยีการสื่อสารได้ก้าวไกลไปเกินกว่าที่การชุมนุมปิดเมืองจะทำให้ทุกอย่างต้องหยุดแล้วรัฐบาลยอมจำนน...

ที่สำคัญหากชนะจริง จะบริหารได้หรือไม่ สมมติรัฐบาลยอมลาออก แต่กองเชียร์ไม่ยอมจะทำอย่างไร ก็ต้องรบกันต่ออยู่ดี และระหว่างที่ยังสู้กันอยู่นี้ ก็จะโดนลอบกัดทุกวัน เจ็บตายทุกวัน จับมือใครดมไม่ได้ ปี 53 มีกี่คดีที่ยิงเอ็ม 79 วันนี้จับได้สักคนหรือยัง

ทั้งหมดย้อนกลับมาสู่การเปลี่ยนผ่านด้วย "กติกาเลือกตั้ง" ซึ่งไม่ใช่เครื่องมือที่ดีที่สุด แต่เปลี่ยนผ่านได้เรียบร้อยที่สุด แบบไม่ต้องฆ่ากัน ตามที่ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เคยออกมาย้ำหลายครั้ง

ถ้าแกนนำผู้ชุมนุมยอมถอยอย่างมีเงื่อนไข นำไปสู่การตั้งโต๊ะพูดคุยกันใหม่ อาจจะเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปเล็กน้อยเพื่อเปิดให้พรรคประชาธิปัตย์ได้ลงสมัคร เปิดให้เขตเลือกตั้งที่มีปัญหาได้เริ่มกระบวนการใหม่ อาจเป็นทางออกที่ดี เลือกตั้งวันนี้ฝ่ายไม่เอารัฐบาลยังไม่ชนะ วันหน้าก็อาจชนะได้ ไม่ต้องมีใครตาย ไม่ต้องมีชีวิตคนเซ่นสังเวย

คุณสุเทพพูดเองในการให้สัมภาษณ์เครือเนชั่นว่าถ้ามีคนตายจะเลิก แพ้ไม่เป็นไร วันนี้ถือว่าวัดใจคุณสุเทพแล้ว

จริงๆ รัฐบาลชุดนี้สร้างปัญหาไว้มากมาย ทั้งจำนำข้าว โครงการบริหารจัดการน้ำ และอื่นๆ การหาแนวร่วมจากกลุ่มที่คัดค้านและเดือดร้อนจากโครงการเหล่านั้นด้วยสัญญาประชาคมใหม่ๆ แนวทางใหม่ๆ ที่ดีกว่าเก่า อาจเป็นแนวทางไปสู่ชัยชนะที่แท้จริง