การชุมนุมปิดพื้นที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร ของกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย
ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เป็นวันที่ 3 ซึ่งนอกจากจะปิดพื้นที่แล้ว กลุ่มผู้ชุมนุมยังเข้าไปกดดันสถานที่ราชการหลายแห่ง และปิดบางพื้นที่ อีกทั้งยังประกาศอีกว่าจะปิดทุกกระทรวงอีกด้วย ในขณะที่รัฐบาลกำลังจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องการเลื่อนวันเลือกตั้งออกจากกำหนดในวันที่ 2 ก.พ. แต่ยังไม่มีความจัดเจนนักว่าหากเลื่อนการเลือกตั้งแล้วจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
คำถามที่เกิดขึ้นมากที่สุดในวันนี้คือ สถานการณ์การเมืองที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้จะจบลงอย่างไร เพราะทางกปปส.ยังยืนยันจุดยืนเดิมคือนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีต้องลาออกจากตำแหน่งและมีการแต่งตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นมาเพื่อดำเนินการปฏิรูปประเทศ ก่อนจะให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ โดยชูสโลแกน "ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง" ในขณะที่รัฐบาลยังยืนยันจุดยืนเดิมเช่นกัน คือนายกรัฐมนตรีไม่ลาออกจากตำแหน่ง และยังต้องรักษาระบบด้วยการจัดให้มีการเลือกตั้ง จากนั้นจะปฏิรูปประเทศ หรือสโลแกน"เลือกตั้งก่อนปฏิรูป"
จากจุดยืนที่ยังไม่สามารถจุดร่วมกันได้ ประกอบกับสถานการณ์การชุมนุมก็ทวีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ จึงเกิดคำถามจากคนทุกกลุ่มตามที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า"จะจบลงอย่างไร" ซึ่งดูเหมือนว่าขณะนี้ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ แม้แต่คนในรัฐบาลเองก็ไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ว่ามีทางออกอย่างไรจากความขัดแย้งในครั้งนี้ ซึ่งไม่ต้องพูดถึงภาคธุรกิจหรือประชาชนที่อยู่ในพื้นที่การชุมนุม ย่อมเกิดคำถามเช่นเดียวกันว่าการชุมนุมจะมีทางออกอย่างไร ไม่ว่าใครจะสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายกปปส.
หากใครติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด ก็จะเห็นว่าสถานการณ์ในครั้งนี้่จะสร้างความไม่นอนสูงมาก เพราะในครั้งนี้ไม่เพียงมีแค่ประเด็นบุคคลทางการเมืองเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของระบบการเมืองที่ต้องปฏิรูป ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากกว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั่วไปที่เคยเกิดขึ้นการเมืองไทย และเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าการปฏิรูปนั้นมีความซับซ้อนและยุ่งยากมากในการหาข้อยุติร่วมกัน ดังนั้น ไม่ว่าสถานการณ์ในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร หากมีการปฏิรูปเกิดขึ้น ไม่ว่าจะฝ่ายใดก็ตาม จะส่งผลให้ความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป
จากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นนี้เอง นอกจากจะเกิดคำถามถึงจุดจบของสถานการณ์ทางการเมืองแล้ว เราอาจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองตามมาด้วย ดังนั้น จากนี้ไป คนไทยจะต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่นับจากนี้ไปเพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯและภาคธุรกิจที่อยู่ในพื้นที่การชุมนุมทางการเมืองและได้รับผลกระทบโดยตรง เหมือนที่เราเคยปรับตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรในวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา จากการปิดแยกสำคัญในกรุงเทพฯ
ดังนั้น ความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้และยังไม่สามารถประเมินทิศทางได้ชัดเจน เราต้องปรับตัวกันครั้งใหญ่ ซึ่งไม่เพียงแต่คนกรุงเทพฯเท่านั้น แต่อาจรวมถึงคนในต่างจังหวัดที่มีความขัดแย้งของกลุ่มคนรวมอยู่ด้วย จากนี้ไปเราต้องปรับตัวให้เข้ากับความขัดแย้งทางความคิดและต้องปรับตัวการดำเนินธุรกิจเพื่ออยู่กับสถานการณ์การเมืองเช่นนี้ต่อไปอีกนาน ซึ่งเราก็ได้แต่หวังว่าหากคนไทยสามารถปรับตัวและ"อดกลั้น"อยู่กับความขัดแย้งได้ จะทำให้ประชาธิปไตยไทยพัฒนาต่อไป หาก"ความอดกลั้น"คือหลักสำคัญของสังคมประชาธิปไตย






